ในรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2566 เรียกร้องให้คนหันมาสนใจเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น A Call for Safer and Healthier Working Environments  มีเนื้อหาที่ตั้งข้อสังเกตดังนี้

จากประมาณการณ์ตัวเลขล่าสุดที่ทางไอแอลโอได้จัดทำ โดยนับสถิติย้อนหลังถึงพ.ศ. 2562 พบว่ามีคนทำงานกว่า 395 ล้านคนทั่วโลกได้รับบาดเจ็บที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานกรณีไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังประมาณการณ์ว่าตัวเลขคนทำงานที่เสียชีวิตด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการทำงานอยู่ที่ราวๆ 2.93 ล้านคน เพิ่มขึ้นมากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์จากสถิติปีพ.ศ.2563

ข้อมูลสถิติโดยประมาณการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีในแง่ที่ว่าคนทำงานยังต้องประสบกับอาการบาดเจ็บขั้นร้ายแรง โรคภัยต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตระหว่างทำงาน  นอกเหนือไปจากการเรียกร้องให้มีการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองคนทำงาน  สร้างหลักประกันด้านสิทธิเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามหลักอนุสัญญาฉบับที่ 155 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เป็นอนุสัญญาสิทธิหลักขั้นพื้นฐาน

ข้อมูลตัวเลขเรื่องอาการบาดเจ็บ ความเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน และเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานสามารถรวบรวมได้เพียงแค่การประมาณการณ์เท่านั้น เนื่องจากข้อมูลตัวเลขที่ทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้รวบรวมไว้ จำเป็นต้องอ้างอิงฐานข้อมูลจากประเทศต่างๆ ที่ได้ทำการรวบรวมสถิติไว้  ด้วยเหตุนี้ ความแม่นยำของข้อมูลจึงต้องพึ่งพิงเจ้าหน้าที่ที่ออกตรวจแรงงาน ทำบันทึกรายงาน และบังคับใช้ข้อกฎหมายรวมทั้งกลไกและระเบียบต่างๆ จึงจะเกิดฐานข้อมูลในระดับชาติ ส่วนคนทำงานทุกคนที่เสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรังระยะยาวที่อาจมีสาเหตุจากการทำงานโดยตรงหรืออาการป่วยหนักกว่าเดิมจากปัจจัยที่มาจากลักษณะการทำงานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยบางกรณีอาจจะใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสียชีวิต บางกรณีก็เสียชีวิตหลังพันวัยเกษียณไปแล้ว โดยคนทำงานเหล่านี้ที่เสียชีวิตเนื่องจากหรือเกี่ยวข้องกับการทำงานมักจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน  ส่วนคนทำงานที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างการทำงานที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้ก็เป็นการเสียชีวิตที่ไม่ได้ถูกพูดถึงเช่นกัน ส่วนคนทำงานที่ไม่ถูกจัดว่าเป็น “แรงงาน” ตามคำจำกัดความตามกฎหมายของรัฐนั้นๆ จึงไม่ถูกนับรวมในสถิติแรงงานทางการ เมื่อความตายของคนเหล่านี้ไม่มีใครนับรวม เท่ากับว่าคนเหล่านั้นเสียชีวิตภายใต้ความเงียบงัน

เมื่อพวกเรายังต้องรณรงค์ให้ปัญหา “การเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานต้องหมดไป” ทุกวันรำลึกถึงคนทำงานซึ่งตรงกับวันที่ 28 เมษายนของทุกปี เราจำเป็นต้องรำลึกถึงคนงานที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการทำงานแต่กลับไม่ถูกพูดถึงหรือบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลเนื่องจากข้อบกพร่องต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

นอกจากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน โรคที่มีสาเหตุจากการทำงาน รวมทั้งการเสียชีวิตจากการทำงาน โดยฐานข้อมูลต่างๆทั้งในระดับสากล ระดับประเทศ และระดับหน่วยงานย่อยต่างๆภายในประเทศนั้นเป็นปัญหาเชิงระบบ อันได้แก่ ข้อจำกัดด้านความสามารถเชิงเทคนิค ขาดการสร้างระบบรองรับที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และความแตกต่างอย่างมากเกี่ยวกับการตีความและคำจำกัดความตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ แล้ว ยังเป็นข้อบกพร่องที่มีสาเหตุทางการเมื่องเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าทรัพยากรหรืองบประมาณรัฐที่ใช้ในการตรวจแรงงาน ติดตามตรวจสอบ และรายงานข้อมูลสถิติต่างๆ ไม่ได้เป็นปัญหาแค่ว่ารัฐนั้นขาดงบหรือด้อยพัฒนาหรือขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานเท่านั้น แต่เป็นผลพวงจากการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองแทบจะไม่เห็นความสำคัญของชีวิตความเป็นอยู่คนทำงาน ผลักไสไล่ส่งให้อยู่ท้ายแถวลำดับความสำคัญเมื่อรัฐพิจารณานโยบายและร่างงบประมาณแห่งชาติ  นโยบายรัดเข็มขัดโดยตัดงบประมาณไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่คนทำงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตมากขึ้น แต่ยังกีดกันการรายงานสถิติทางการที่เป็นจริงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและการสูญเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน

ในภาคเอกชนรวมทั้งบรรษัทข้ามชาติจำนวนมากมักจะใช้การส่งเสริมเซฟตี้เฟิร์ส หรือ “ปลอดภัยไว้ก่อน” รวมทั้งการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (zero accidents) ที่หน้าฉากดูเหมือนว่าบรรษัทเหล่านี้ยึดมั่นในพันธกิจที่จะรักษาชีวิตพนักงาน แต่ทว่าในทางปฏิบัตินั้น แนวทางเหล่านี้กลับถูกตีความใหม่เป็นเป้าหมายความปลอดภัยที่มีแรงจูงใจเป็นตัวเงินแทน โดยฝ่ายบริหารใช้วิธีมัดรวมผูกไว้กับค่าเคพีไอหรือการประเมินผลการทำงานของพนักงาน กลายเป็นว่าแทนที่จะทำให้หัวหน้างานหรือระดับผู้จัดการช่วยกันส่งเสริมสถานประกอบการให้ปลอดภัยมากขึ้นโดยมีรางวัลตอบแทนหรือเงินจูงใจเมื่อเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่หลายๆครั้งกลับได้ผลในทางตรงกันข้าม เพราะเงินจูงใจทำให้งดรายงานอุบัติเหตุจากการทำงาน

ในช่วงระยะเวลาที่รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศประมาณการณ์ตัวเลขการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานที่เพิ่มขึ้น 12% ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2563 – 2566 ทางไอยูเอฟเอเชียแปซิฟิกต้องแก้ไขข้อพิพาทแรงงานกว่าสามสิบกรณีกับบรรษัทข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่พบว่าฝ่ายบริหารจงใจรายงานไม่ครบหรืองดรายงานอุบัติเหตุจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการปกปิดเหตุการณ์ก๊าซระเบิด  ก๊าซแอมโมเนียรั่ว ไฟไหม้ และสิ่งก่อสร้างหรืออาคารถล่ม หรือเครื่องจักรล้มทับ ที่ไม่มีการรายงานและทำบันทึกอุบัติเหตุและการเสียชีวิตที่เป็นผลมาจากโศกนาฏกรรมในที่ทำงาน

ตัวอย่างเช่นที่บรรษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศปากีสถาน พนักงานชั่วคราวที่กำลังยกวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแผลไฟไหม้ในอุบัติเหตุก๊าซระเบิด  แต่ทางโรงงานกลับไม่นำส่งคนงานไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน

แต่กลับนำตัวพนักงานคนนั้นไปพักในหอพักของโรงงานแทน แล้วฝ่ายบริหารพยายามคิดหาหนทางที่จะหลบเลี่ยงไม่ทำบันทึกรายงานอุบัติเหตุครั้งนี้  และด้วยความล่าช้าในการส่งตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาที่โรงพยาบาล เป็นเหตุให้พนักงานหนึ่งรายต้องเสียชีวิต และอีกคนพิการตลอดชีวิต

เหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ ที่ฝ่ายบริหารไม่ส่งตัวคนงานที่บาดเจ็บไปรักษาโดยทันทีเกิดขึ้นเช่นกันที่บรรษัทข้ามชาติระดับโลกอื่นๆ ในปากีสถานและอินเดีย  ทุกกรณีที่เกิดขึ้น ผู้แทนสหภาพแรงงานถูกลงโทษหรือถูกสั่งพักงานเพราะขอใช้รถพยาบาลฉุกเฉินของบริษัท  (มีกรณีหนึ่งที่รถฉุกเฉินไม่ได้นำมาใช้เพราะเป็นที่เก็บของและไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการแพทย์บนรถ ส่วนอีกกรณีคือฝ่ายบริหารใช้รถฉุกเฉินเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวเช่นไปงานแต่งงาน) หากมีบันทึกการใช้รถฉุกเฉินหมายความว่าจะต้องมีรายงานอุบัติเหตุในที่ทำงาน และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังเงินโบนัสและเงินจูงใจอื่นๆ ที่ผูกไว้กับค่าเคพีไอ (อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์) ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดที่จะได้สถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์คือต้องงดรายงานและหมายถึงว่าห้ามใช้รถฉุกเฉินนั่นเอง

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ บริษัทระดับโลกแห่งหนึ่งในประเทศอินเดียได้เกิดเหตุเครนบรรทุกน้ำหนักเกินขนาดตกลงมายังกลุ่มคนงานซึ่งพลาดไปอย่างหวุดหวิด ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวได้ถูกเก็บกวาด ทำลายหลักฐาน ไม่มีบันทึกอุบัติเหตุหรือบันทึกชั่วโมงการทำงานหลงเหลือ ตัวแทนสหภาพที่ร้องเรียนเรื่องราวนี้ออกไปถูกบริษัทสั่งพักงาน สามเดือนต่อมา เครื่องเปลี่ยนเครนตกลงมาเกือบโดนคนงานที่อยู่ข้างล่างอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีกระทั่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เพราะตัวแทนสหภาพถูกพักงานไปแล้ว จึงไม่มีใครกล้ารายงาน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างรายงานเหตุที่เกิดในบริษัทเครื่องดื่มระดับโลกในเดือนกรกฎาคมปี 2013:

เช้าวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 03.45 น. มีคนงานเสียชีวิต 2 ราย จากเหตุปล่องไอน้ำในห้องหุงต้มล้มลงมาใส่ผนังและทับพนักงานหุงต้ม โคมัล แชรเดน วัน 55 ปีเสียชีวิตทันที ส่วนราวิกุมาร โซนี พนักงานชุบเย็น วัย 26 ปีบาดเจ็บสาหัส โรงพยาบาลนาร์มาดา ดรามา เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ห่างโรงงานราว 60 กิโลเมตรรายงานว่าทั้งสองเสียชีวิต เมื่อมาถึงโรงพยาบาลตอนเวลาตีห้า จากคำให้การของพยาน (ที่ต้องปกปิดชื่อเนื่องจากกลัวจะถูกฝ่ายบริหารเล่นงาน) กล่าวว่า โคมัล แชนเดล เสียชีวิตทันทีจากอุบัติเหตุตั้งแต่ในพื้นที่โรงงานแล้ว ส่วนราวิกุมาร โซนี หมดสติและเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล โคมัลมีภรรยาและลูก 5 คนต้องดูแล ในขณะที่ราวิเพิ่งจะหมั้นหมายและแต่งงานในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และต้องดูแลส่งเสียพ่อแม่และพี่น้องหลายคน

กรณีปล่องไฟหล่นทับพนักงานนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในพายุ หรือ เป็นอุบัติเหตุ แต่ชัดเจนว่าเป็นเหตุจากพื้นที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัย หกเดือนก่อนหน้าที่โคมัลและราวิจะเสียชีวิต สหภาพแรงงานได้เขียนจดหมายแจ้งเรื่องสภาพพื้นที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัยถึงฝ่ายบริหารแล้ว โดยได้รับข้อความตอบกลับว่า บริษัทกำลังยุ่งอยู่เนื่องจากอยู่ในช่วงการเร่งการผลิต

นอกจากนี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่นี้มองไม่เห็นความสำคัญของชีวิตคนทำงานแม้แต่น้อย บริษัทยังได้ส่งจดหมายไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตในวันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2013  ซึ่งเป็นบ่ายวันเดียวกันที่ทั้งสองเสียชีวิตลงในช่วงตีห้า กล่าวคือ ฝ่ายบริหารได้แนบเช็คเป็นค่าชดใช้ และเชิญสมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตเข้ามาทำงานแทนที่ตำแหน่งดังกล่าว

พนักงานทั้งสองที่เสียชีวิตลง โคมัล และราวิ ปรากฏชื่อขึ้นได้เพราะสหภาพบันทึกและรายงานโศกนาฏกกรรมดังกล่าว และต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับพวกเขา อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ทำงานอีกหลายพันแห่งที่ไม่มีตัวแทนสหภาพ (หรือมีสหภาพแต่เป็นสหภาพที่คอรัปชั่นและอยู่ในมือของฝ่ายบริหาร) ไม่มีโอกาสจะได้เห็นชื่อหรือรายงานเหตุของผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำ ความตายของคนทำงานไร้ชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเศร้า ทั้งยังสร้างความเสี่ยงให้คนทำงานอื่นๆต้องเผชิญต่อไปตราบใดที่นโยบายลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ และการไม่รายงานเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิตยังคงอยู่ ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

เมื่อไม่มีรายงานหรือบันทึกเหตุพื้นที่ทำงานไม่ปลอดภัย หรือเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของคนทำงานแล้ว เราจะป้องกันเหตุที่เราไม่ล่วงรู้ได้อย่างไร นายจ้างและรัฐบาลจะรับประกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ได้อย่างไร หากพวกเขาไม่รับรู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร

การบันทึก รายงาน หรือรับรู้เหตุเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ แต่คือการหาสาเหตุและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการชดใช้เยียวยาและป้องกัน สำหรับบรรษัทขนาดใหญ่ การกล่าวโทษถูกมองเป็นเรื่องการรับผิดรับชอบ การหมกหมุ่นกับแนวคิดนี้ได้บ่อนทำลาย หรือกีดกันการตรวจทานธุรกิจในมิติของสิทธิมนุษยชน โดยจะเห็นได้ว่า ประเด็นของการรับผิดรับชอบมักไม่ได้อยู่ที่ “เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” หรือ “เราจะป้องกันไม่ให้มันเกิดเหตุนี้อีกได้อย่างไร” แต่คือ “บริษัทจะถูกเปิดเผยอะไรบ้าง” ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะคนทำงานต่างหากที่ต้องทั้งเปิด ทั้งเผยตัวเองต่อความเสี่ยงต่างๆ ในสภาพการทำงานที่อันตราย ทั้งสารเคมีรุนแรง อุณภูมิสูงจัดต่ำจัด แต่บริษัทกลับยังกังวลเรื่องการถูกเปิดโปงของนายจ้างในคดีความ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และภาพลักษณ์บริษัท

ในหลายประเทศ ข้อมูลบันทึกอุบัติเหตุในที่ทำงานมักจะอ้างอิงจาก คำร้องค่าสินไหมทดแทนของลูกจ้าง  เพราะเป็นวิธีการที่ใช้กำหนดลักษณะของอุบัติเหตุหรือความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน รวมทั้งระบุแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของลูกจ้างก็อาจจะส่งผลให้คนทำงานไม่ได้รับค่าทดแทน เนื่องจากสถานการณ์จ้างงาน สถานการณ์ย้ายประเทศ เพศ อายุ ถูกกีดกันออกจากเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้เหตุที่เกิดไม่ได้รับการบันทึกในฐานข้อมูลไปด้วย และเสมือนว่าเหตุนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 ความเงียบอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ ความเจ็บป่วย โรคภัย และการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับความไม่เคร่งครัด และยิ่งเป็นการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ หรือการจ้างงานแบบไม่มั่นคงต่างๆ (การจ้างรับเหมา และ การจ้างแบบสัญญาระยะสั้น) ยิ่งถูกมองเห็นน้อยลง ส่วนการจ้างงานแบบอำพรางความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง การรับงานอิสระ ไม่กระทั่งจะปรากฏข้อมูลในระบบด้วยซ้ำ ตกอยู่ในเงามืดที่ซุกซ่อนทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งการใช้แรงงานเด็ก

ในระบบเศรษฐกิจของการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ ความตาย การบาดเจ็บ ความเจ็บป่วยจากการทำงานมักจะไม่ถูกรายงาน หรือ ล่องหนในฐานข้อมูลของรัฐ กรณีเหล่านี้ส่วนมากจะอยู่นอกเหนือระบบการตรวจตราดูแลของกรมแรงงาน หรือถูกละเลยความสำคัญ คนทำงานและครอบครัวของคนทำงานในระบบเศรษฐกิจการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ มักถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ มองว่าอาชีพอิสระเหล่านี้เป็นงาน “ขาดทักษะ” และมักถูกกล่าวโทษเสมอ ประเด็นสำคัญคือ ความตาย การบาดเจ็บ ความป่วยไข้ใดใดของพวกเขามักถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องการทำงาน

แจสเปอร์ ดาลแมน ไรเดอร์ส่งอาหารให้กับบริษัทแพลตฟอร์มดิจิตอลชั้นนำแห่งหนึ่ง ถูกรถชนและเสียชีวิตขณะส่งอาหาร กรณีเสียชีวิตของเขาถูกบันทึกว่าเป็นอุบัติเหตุการจราจร ไม่ใช่การเสียชีวิตจากการทำงาน การบันทึกข้อมูลเช่นนี้เกิดขึ้นกับไรเดอร์ส่งอาหารหลายพันคนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บขณะทำงาน เนื่องจากพวกเขาถูกมองว่าไม่ได้เป็นคนทำงาน ท้องถนนที่พวกเขาถูกรถเฉี่ยวชน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสถานที่ทำงาน คนทำงานเหล่านี้มักถูกมองข้ามไป

แจสเปอร์ ดาลแมน ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารให้กับบริษัทฟู้ดแพนดา วัยเพียง 19 ปี ในประเทศฟิลิปินส์ เขาเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถชนขณะทำงานในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2023 นอกจากนี้ ในประเทศฟิลิปินส์ ยังมีชาวประมงหลายพันคนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในเรือหาปลาพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตขณะออกทะเล

ในฟิลิปปินส์ มีการรณรงค์เพื่อตระหนักถึงสิทธิของชาวประมง จนเกิดการรับรองคำสั่งกรมเลขที่ 156 ซึ่งเป็นกฎและข้อบังคับว่าด้วยสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ของชาวประมงบนเรือประมงที่มีส่วนร่วมในการประมงเชิงพาณิชย์ในปี 2559 กฎระเบียบใหม่นี้ใช้กับเรือประมง ว่าเป็นสถานที่ทำงานแบบหนึ่งและมีการรับประกันสิทธิในสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย โดยมีบริษัทประมงพาณิชย์เป็นนายจ้างที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแปดปีนับตั้งแต่มีการประกาศใช้คำสั่งกรมที่ 156 อุตสาหกรรมประมงเชิงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการล็อบบี้ต่อต้านการดำเนินการกฎกระทรวง

ตลอดแปดปีที่ผ่านมา ชาวประมงยังได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตขณะออกทะเล แต่สาเหตุที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ถูกมองว่าเป็นอันตรายจากการทำงาน ชาวประมงหลายคนที่ถูกทอดทิ้งและสูญเสียชีวิตไม่ถูกมองเห็นแม้แต่น้อย

วิลเฟรโด เอสแทมปา เป็นหนึ่งในชาวประมองหลายร้อยคนที่ถูกละทิ้งกลางทะเลจากบริษัทปลาทูน่า Citra Mina เขาเสียชีวิตก่อนจะได้กลับบ้าน โดยความตายของเขาไม่ถูกนับว่าเกี่ยวข้องกับการทำงาน

ครอบครัวของชาวประมงที่สูญหายยังคงเรียกร้องอย่างน่าเศร้าจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพราะต้องการร่างผู้เสียชีวิตกลับมา แต่เพราะต้องการให้ทางการระบุว่าพวกเขาเสียชีวิตแล้ว เพราะหากไม่มีการประกาศเสียชีวิต พวกเขาจะไม่เรียกรับค่าชดเชยใดใดได้ เพราะสินไหมเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งกับผู้คนที่ตกอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนและถูกทำให้เป็นชายขอบ

ความยากจนและการทำให้เป็นคนชายขอบเดียวกันนี้เองคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความเปราะบางของชาวประมง การจ้างงานที่ไม่มั่นคง และสภาพการทำงานที่อันตรายเอาไว้ สำหรับครอบครัวของชาวประมง ความยากจนและการตกอยู่ในภาวะชายขอบของพวกเขาเลวร้ายลง เมื่อคนที่รักต้องเสียชีวิต และถูกรัฐบาลและนายจ้างปฏิเสธว่าไม่ใช่คนทำงาน พวกเขาเหล่านี้คือหนึ่งในคนทำงานหลายแสนคนที่เราสมควรจดจำในวันที่ 28 เมษายนนี้