รื้อถอน “บทลงโทษของการเป็นแม่” จำเป็นต่อความเท่าเทียม สิทธิ และชีวิตมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี

รื้อถอน “บทลงโทษของการเป็นแม่” จำเป็นต่อความเท่าเทียม สิทธิ และชีวิตมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี

ดร.ฮิดายัท กรีนฟิลด์

เลขาธิการประจำภูมิภาค ไอยูเอฟ เอเชียแปซิฟิก

8 พฤษภาคม 2569

 

กว่า 25 ปี หรือหนึ่งในสี่ของศตวรรษ ที่นักสังคมวิทยา มิเชล บูดิก และ พอลล่า อิงแลนด์ ได้ถามคำถามที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างรู้คำตอบดี “ความเป็นแม่ส่งผลต่อค่าจ้างของลูกจ้างผู้หญิงหรือไม่” คำตอบที่ได้จากการวิจัยอย่างรัดกุมและถี่ถ้วน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติคือ “ส่งผล” พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ผลเสียด้านค่าจ้างจากการเป็นแม่” หรือ “บทลงโทษของการเป็นแม่”

 

จากการวิเคราะทางสถิติเชิงลึก บูดิกและอิงแลนด์แสดงให้เห็นว่า ในสหรัฐอเมริกา ผลกระทบโดยตรงของการเป็นแม่คือ แรงงานหญิงที่มีลูกได้ค่าจ้างน้อยลง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างชาย-หญิงทั่วไป การมีลูกนั้น ถึงจุดหนึ่งในการทำงานส่งผลให้เกิดการสูญเสียรายได้

 

ในขณะที่การลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับแรงงานหญิง บูดิกและอิงแลนด์วิเคราะห์ว่า การสูญเสียรายได้นี้ไม่เกี่ยวกับสวัสดิการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้าง แต่บทลงโทษของการเป็นแม่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ การสูญเสียค่าจ้างหรือรายได้ ที่ผู้หญิงต้องเผชิญจากการเป็นแม่ รวมทั้งการคลอดลูกและการเลี้ยงดูลูก

 

บูดิกและอิงแลนด์ระบุว่า สาเหตุที่เป็นไปได้ของบทลงโทษของการเป็นแม่มีสามประการ นั่นคือ การสูญเสียประสบการณ์ทำงาน การกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง การยอมแลกค่าจ้างที่สูงกับงานที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรกับคุณแม่ และการถูกนายจ้างเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ทั้งสามสาเหตุนี้กลับไม่ใช่คำอธิบายของการสูญเสียค่าจ้างของแรงงานที่เป็นแม่ แต่เป็นการที่นายจ้างเลือกปฏิบัติต่างหากที่มีความเชื่อมโยงมากที่สุด จนกลายเป็นบทลงโทษของการเป็นแม่

 

ตลอด 25 ปี ตั้งแต่บูดิกและอิงแลนด์ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัย มีงานศึกษาเชิงลึกในหลายประเทศที่ศึกษาบทลงโทษของการเป็นแม่และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาปัจจัยด้านเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และประเภทของงานด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นผลเสียด้านค่าจ้างที่รุนแรงขึ้นอีกตามสถานะการจ้าง เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และธรรมชาติของงาน โดยเฉพาะงานที่ถูกตีตราว่าเป็นงานใช้ทักษะต่ำหรือไร้ทักษะ มีหลักฐานอีกมากมายจากทั่วมุมโลกว่า แรงงานหญิงที่มีลูกมักจะลงเอยด้วยการได้รับค่าจ้างน้อยเสมอ

 

แน่นอนว่า แรงงานหญิงตระหนักถึงบทลงโทษของการเป็นแม่มาเนิ่นนานก่อนที่บูดิกและอิงแลนด์จะตีพิมพ์งานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษในปี 2001 และตั้งชื่อเรียกเช่นนั้นเสียเอง แรงงานหญิงที่เป็นแม่ต่างก็รู้ดีว่ามันมีอยู่จริง เพราะพวกเธอต้องเผชิญในชีวิตจริงอยู่ทุกวัน

 

แทนที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติเชิงระบบหรือเชิงสถาบันที่สร้างบทลงโทษให้คนเป็นแม่ สหภาพแรงงานส่วนใหญ่กลับส่งเสริมรัฐบาลและนายจ้างด้วยการทำให้ความเหลื่อมล้ำนี้กลายเป็นเรื่องปกติ การจำกัดความสิทธิของผู้หญิงอย่างแคบ ๆ ไว้แค่เรื่องการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้าง ไม่เพียงทำให้การสูญเสียรายได้ซึ่งเป็นผลที่ตามมานั้นถูกเพิกเฉย แต่ในแง่หนึ่งยังเป็นการให้ความชอบธรรมไปแล้วว่า การเป็นแม่ทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับบทลงโทษทางเศรษฐกิจด้วยตัวเอง

 

นักสหภาพที่เป็นผู้ชายน้อยคนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้นำสหภาพที่เป็นผู้หญิงที่เป็นแม่นั้น ได้รับความชื่นชมจากสมาชิกสหภาพที่เป็นผู้หญิงด้วยกันเพราะ พวกเธอสามารถเอาชนะอุปสรรคของความเหลื่อมล้ำด้านการเลือกปฏิบัติ และทัศนคติเชิงโครงสร้าง และเอาชนะบทลงโทษของการเป็นแม่ได้ การเสียสละที่ต้องแบกรับถึงสามเท่านี้บางครั้งก็ได้รับคำชมตามมารยาทพอเป็นพิธี (เช่น “เก่งมาก!”) มีเพียงสมาชิกหญิงของเราเท่านั้นที่ใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบเชิงระบบของบทลงโทษของการเป็นแม่ที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานเท่านั้น ที่เข้าใจความสำเร็จนี้จริง ๆ

 

ในการประชุมที่ผ่านมาไม่นานนี้ของสมาชิกสหภาพเราในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาชิกหญิงของเราสามคนได้นำเสนอเรื่องผลกระทบของการเลือกปฏิบัติทางเพศเชิงระบบซึ่งบั่นทอนกำลังใจและทำลายไฟในการทำงาน

 

สมาชิกหญิงของเราในบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่อธิบายถึงการเลือกปฏิบัติที่มีหลายชั้น โดยไม่ต้องเอ่ยถึงบทลงโทษของการเป็นแม่เสียด้วยซ้ำ แรงงานหญิงที่มีคู่สมรสและลูกนั้นได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหญิงโสดในด้านสวัสดิการประกันสุขภาพและสวัสดิการรักษาพยาบาล ในขณะที่แรงงานชายมีสวัสดิการคุ้มครองครอบคลุมครบวงจร ผู้หญิงถูกปฏิเสธการเลื่อนขั้น แต่ได้ภาระงานและค่าแรงเพิ่มขึ้น เพราะฝ่ายบริหารทึกทักเอาเองว่าพวกเธอไม่สามารถจัดการงานตัวเองได้เพราะมีภาระต้องดูแลครอบครัวและลูก ผู้หญิงเผชิญกับอคติทางเพศระหว่างการประเมินผลงาน ซึ่งมักจะได้รับผลการประเมินที่ต่ำกว่าผู้ชาย เป็นต้น

 

ผลก็คือ แรงงานหญิงเผชิญกับภาวะการหมด “ไฟในการทำงาน” และการหมดไฟนี้เองที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงานลดลง รวมถึงมีการขาดงานมากขึ้น สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้ผลการประเมินงานแย่ลงและซ้ำเติมให้สูญเสียรายได้มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังตอกย้ำอคติทางเพศของฝ่ายบริหารที่อ้างว่าผู้หญิงนั้น “ยุ่งเกินไป” หรือ “เหนื่อยเกินไป” เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกที่บ้าน กลายเป็นวงจรอุบาทว์

 

สิ่งที่บั่นทอนกำลังใจซ้ำเข้าไปอีกคือ การเลือกปฏิบัติและอคติเหล่านี้ถูกสอดแทรกอยู่ในข้อตกลงร่วมระดับชาติ ซึ่งเจรจาโดยสหภาพแรงงานที่สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายบริหารเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กันเอง สหภาพที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น ที่จะทำให้สมาชิกหญิงของเราสามารถลุกขึ้นมาส่งเสียงโดยมีไอยูเอฟเป็นหลังพิงให้

 

เราไม่ได้เอ่ยถึงชื่อพี่น้องแรงงานหญิง สหภาพ บริษัท หรือประเทศ เพราะพวกเธอได้แสดงความกล้าหาญและความเสียสละอย่างยิ่งในการตีแผ่การเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้างต่อผู้หญิงที่เป็นแม่ การปล่อยให้พวกเธอต้องไปเผชิญกับการกลั่นแกล้งเอาคืนหรือการเยาะเย้ยถากถางจากทั้งสหภาพแรงงานหัวเก่า นายจ้าง และเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งที่เกินจะรับไหว

 

การเยาะเย้ยถากถางเป็นหนึ่งในอาวุธที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดของผู้ชายที่มีอำนาจและสิทธิขาดในการสั่งการ การกลอกตา การยิ้มเยาะ การยักไหล่ และ “แค่ล้อเล่นเอง” เป็นสิ่งที่กีดกันเราออกจากการรื้อถอนบทลงโทษของการเป็นแม่ และยังกีดกันเราจากการรับประกันว่าผู้หญิงทั้งหมดจะเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับอย่างสมบูรณ์ รวมถึง “ชีวิตที่สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อย่างที่ได้รับการรับประกันไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี 1948 ทั้งในด้านของค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและการปลอดจากการเลือกปฏิบัติ ความล้มเหลวในวันนี้เป็นสิ่งที่น่าอับอายและไม่มีอะไรน่าขำเลยด้วยซ้ำ

 

แน่นอนว่ามีการคุกคามที่โจ่งแจ้ง การข่มขู่ และการยุติการจ้างงานที่รุนแรงจนทำลายชีวิตของแรงงานหญิงและครอบครัว

 

ไม่นานมานี้เราได้สร้างความตระหนักรู้เรื่อง ภัยอันตรายด้านจิตสังคมในที่ทำงาน ประสบการณ์จริงของบทลงโทษของการเป็นแม่และผลกระทบที่บั่นทอนจิตใจและทำให้หมดไฟเข้าข่ายการเป็นภัยอันตรายทางจิตสังคมเช่นกัน การทำให้หมดไฟ การสูญเสียความมั่นใจ การสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง ความเหนื่อยล้า และการซึมเศร้าล้วนเป็นอาการของอันตรายทางจิตสังคมที่เกิดจากบทลงโทษของการเป็นแม่ เช่นนั้นแล้ว มันไม่ได้เป็นบทลงโทษในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นบทลงโทษในด้านสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับความสนใจมากขึ้น

 

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันสตรีสากลของไอยูเอฟ เอเชียแปซิฟิกในเดือนมีนาคม 2026 เราได้สนับสนุนแคมเปญรณรงค์ “มาทำให้สหภาพแรงงานตอบโจทย์ผู้หญิงกันเถอะ!” สมาชิกหญิงของเราทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เขียนลงบนโปสเตอร์ว่าสหภาพควรทำอะไรบ้างเพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงได้จริง ตอบโจทย์ และเป็นประโยชน์ต่อแรงงานหญิง ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องที่สหภาพควรเรียกร้องต่อนายจ้างและรัฐบาล และอะไรควรถูกรวมเข้าไว้ในการเจรจาต่อรองร่วม

คำตอบจำนวนมากสะท้อนถึงปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำในที่ทำงาน รวมถึงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่จำเป็นต้องได้รับการสะสางให้ถูกต้อง ข้อมูลเหล่านี้ยังรวมถึงข้อเรียกร้องที่ชัดเจนในการขอให้มีการคุ้มครองสิทธิความเป็นแม่ที่ครอบคลุมและรอบด้านยิ่งขึ้น และความเท่าเทียมในการเลื่อนขั้น การจ่ายค่าตอบแทนและการให้โอกาส

สมาชิกหญิงจากฟิลิปปินส์เรียกร้องให้มีการคุ้มครองความเป็นแม่อย่างรอบด้าน

 

ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าบทลงโทษของการเป็นแม่หรือไม่นั้น การเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำที่แรงงานหญิงผู้เป็นแม่ต้องเผชิญนั้นเห็นได้ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นอยู่แล้วและความเหลื่อมล้ำที่แรงงานหญิงต้องเผชิญไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่ก็ตาม

 

ในเวลาที่คุณค่าทางสังคมที่มีร่วมกันนั้นถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องย้ำจุดยืนว่า ความเป็นแม่นั้นมีคุณค่า ทั้งยังสร้างคุณูปการทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวงให้แก่สังคม ชุมชน รวมถึงองค์กร สถาบัน บริษัท และนายจ้างที่ดำเนินงานภายในสังคมและยังพึ่งพาความเป็นแม่

 

แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรคิดค้นหนทางใหม่เพื่อมากำหนดคุณค่าทางเศรษฐกิจของการเป็นแม่ หรือกำหนดคุณค่าเป็นเม็ดเงิน ในเมื่อทุกอย่างในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตัดสินในแง่คุณค่าทางการเงิน มีแนวโน้มว่าจะมีความพยายามด้วยความปรารถนาดีที่จะแสดงให้เห็นว่า ความเป็นแม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแค่ไหน การพยายามมองว่าแม่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ถือเป็นดาบสองคม อย่างที่แรงงาน Gen Z มักบอกเราว่า การตัดสินคุณค่าของคนคนหนึ่งจากสิ่งที่เขาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้นั้น เป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย เมื่อต้องเจอกับความเป็นไปได้ที่จะถูกจ้างงานแบบชั่วคราวหรือการว่างงานเป็นระยะเวลานาน พวกเขาจะถามว่า “เราไม่มีค่าอะไรเลยงั้นสิ?” และจะประท้วงเพื่อแสดงออกถึงความโกรธแค้นและไม่พอใจต่อระบบที่ทำให้พวกเขาไร้โอกาสในการได้งานที่มีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่กลับเพิ่มภาระหนี้ที่จัดการไม่ได้ให้พวกเขามากขึ้น แล้วยังตัดสินพวกเขาด้วยการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สังคม

 

การตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นแม่ทั้งในแง่จริยธรรม ศีลธรรม สังคม วัฒนธรรม รวมถึงการยอมรับว่า การดำรงอยู่ ตัวตน และชีวิตของเราล้วนผูกพันอยู่กับความเป็นแม่มีคุณค่าลึกล้ำไปกว่านั้นมาก และไม่จำเป็นต้องมีป้ายบอกราคาหรือบาร์โค้ด เราเพียงแค่ให้การยอมรับคุณค่าและให้เกียรติความเป็นแม่ในทุกมิติกันอย่างแท้จริง

 

การจะทำแบบนั้นได้เราต้องรื้อถอนความเข้าใจผิด ๆ ที่คิดไปเองเกี่ยวกับผู้หญิงที่เป็นแม่ รวมถึงความสามารถ ประสิทธิภาพ หรือความต้องการทำงานของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกระบบประเมินผลแบบใหม่ การตัดเกรดพนักงาน และเป้าหมายตัวเลขต่าง ๆ ที่ถูกนำมาสร้างเป็นตัวชี้วัดเพื่อใช้เลือกปฏิบัติต่อเหล่าคุณแม่ในที่ทำงาน ทุกวันนี้ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการใช้เอไอ ซึ่งจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การบั่นทอนกำลังใจ และการทำให้หมดไฟมากขึ้น รวมถึงเป็นอันตรายทางจิตสังคมที่ร้ายแรง เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้หญิงที่เป็นแม่ และท้ายที่สุดก็ยังจบลงที่สมมติฐานที่ฟังไม่ขึ้นว่า การเป็นแม่นั้นเป็นสาเหตุของการที่ผู้หญิงต้องแบกรับบทลงโทษของการเป็นแม่นั้นด้วยตัวเอง

สหพันธ์ฯ FSPM รณรงค์ให้เคารพคุณค่าอาชีพคนทำความสะอาดห้องพัก

สหพันธ์ฯ FSPM รณรงค์ให้เคารพคุณค่าอาชีพคนทำความสะอาดห้องพัก

เพื่อเป็นการรื้อฟื้นกิจกรรมรณรงค์ในประเทศอินโดนีเซียที่เน้นในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของคนทำงานโรงแรมโดยชูประเด็นจากตำแหน่งงานที่ดูแลทำความสะอาดห้องพัก (IUF Global Housekeeping Campaign)

ทางสหพันธ์แรงงานอิสระโรงแรมร้านอาหาร พลาซ่า อฟาร์ทเมนท์ จัดเลี้ยงและการท่องเที่ยวแห่งประเทศอินโดนีเซีย (FSPM) ได้จัดกิจกรรมทั้งที่เมืองยอกยาการ์ตาและเมืองลาบวนบาโจ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของงานโรงแรมว่าเป็นงานหนักและเป็นงานที่มีคุณค่า

เมื่อวันที่ 21 – 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางสหพันธ์ฯ FSPM ได้ทำกิจกรรมรณรงค์ครั้งแรกในเมืองยอกยาการ์ตา โดยจัดนิทรรศการที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับงานหนักและทักษะฝีมือที่แม่บ้านโรงแรมต้องทำในแต่ละวัน  โดยคนที่เดินผ่านบูธจัดนิทรรศการ จะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมลองจัดเตียงด้วยตนเอง และมีการจับเวลาว่าสามารถจัดเตียงนอนเสร็จภายในเวลาเท่าไร ทั้งนักศึกษาและผู้สนใจชมนิทรรศการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างานของแม่บ้านโรงแรมนั้นไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเร่งรีบทำให้เสร็จตามเป้าหรือโควต้าห้องพักที่ฝ่ายบริหารกำหนดลงมา

กิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้สัญจร

ในเมืองลาบวนบาโจซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย สหพันธ์ฯ FSPM ทำกิจกรรมรณรงค์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน โดยจัดในรูปแบบจำลองการแข่งขันให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักศึกษาในภาคการท่องเที่ยวและคนทำงานโรงแรมได้เข้าร่วม เพราะมองเห็นว่านักศึกษาก็คือแรงงานในอนาคตนั่นเอง ใจความสำคัญของกิจกรรมนี้คือการที่ธุรกิจตั้งเป้าห้องพักที่ต้องทำความสะอาดให้เสร็จสิ้นในแต่ละวันนั้นส่งผลด้านลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของแม่บ้านทำห้อง จากประสบการณ์ขององค์กรสมาชิกไอยูเอฟทั่วโลก แม่บ้านทำห้องที่ประสบการณ์สูงที่เข้าร่วมแข่งขัน อาจารย์ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าแม่บ้านทำห้องเป็นอาชีพที่สมควรได้รับการยกย่องและมีเกียรติศักดิ์ศรี ด้งนั้นเมื่อลาบวนบาโจเป็นจุดหมายปลายทางระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมสำหรับนักท่องเที่ยว สภาพการทำงานของคนทำงานในภาคการท่องเที่ยวย่อมต้องมีระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมไม่ต่างกัน

การจัดตั้งรวมตัวสำหรับคนทำงานโรงแรมในเมืองสำคัญทางการท่องเที่ยวย่อมก่อประโยชน์ให้กับทั้งชุมชนในพื้นที่ ตัวคนทำงานเอง และแขกผู้มาเยือน ห้องพักที่สะอาดและสะดวกปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของธุรกิจการบริการ และแม่บ้านทำห้องคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการมอบประสบการณ์ไร้ที่ติให้กับแขกผู้เข้าพัก

สหพันธ์ฯ FSPM เรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงาน รวมทั้งสัญญาจ้างงานที่เป็นธรรม ไม่กดค่าจ้าง และยกเลิกการตั้งเป้าหรือลดเป้าในการทำงานลง หากเรายอมรับว่าอาชีพแม่บ้านทำห้องเป็นงานที่มีคุณค่า อุตสาหกรรมภาคบริการสามารถที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคนได้ดีขึ้น

เหตุการณ์กลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศ คนทำงานผู้พิการ ในแมคโดนัลด์ฮ่องกง

เหตุการณ์กลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศ คนทำงานผู้พิการ ในแมคโดนัลด์ฮ่องกง

บทความโดยดร.มูฮัมมัด ฮิดายัท กรีนฟิลด์ เลขาธิการประจำภูมิภาค

สาธารณชนที่สติดีทั้งหลายในฮ่องกงต่างพากันตกใจ โกรธเกรี้ยว และ ผิดหวัง ต่อแมคโดนัลด์ในฮ่องกงที่เกิดเหตุกลั่นแกล้ง ล่วงละเมิดทางเพศ และทำร้ายร่างกายคนทำงานผู้พิการ แต่ช่างเป็นเรื่องตลกร้าย ที่คนกลุ่มเดียวกันนี้เองคือ กลุ่มคนที่แมคโดนัลด์ในฮ่องกงพยายามสร้างความประทับใจผ่านนโยบายการจ้างงานผู้พิการ นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท และ เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

บริษัทเลือกรักษาภาพลักษณ์บริษัท แทนที่จะรายงาน และจัดการกับปัญหาการกลั่นแกล้ง ล่วงละเมิดทางเพศ และทำร้ายร่างกายคนทำงานผู้พิการ เราต้องไม่ลืมว่า การปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อคนทำงานนั้น ส่งผลต่อสุขภาวะของคนทำงานผู้พิการทั้งใจ กาย และอารมณ์ การปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมนี้ทำให้ความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตนเองของผู้พิการที่มาจากการจ้างงานที่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนควรจะส่งเสริม ต้องมลายลงไป จนยากจะฟื้นฟูได้ (ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ล้วนสูญเสียความเป็นคนลงทั้งนั้น)

มองจากมุมนี้ แมคโดนัลด์ในฮ่องกงล้มเหลวหลายระดับ ประการแรก ล้มเหลวในการแก้ปัญหา โดยใช้วิธีเลิกจ้างผู้จัดการที่ไม่ได้รับการฝึกอบรม ไม่มีประสบการณ์ และค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็นออกไปหลายคน เป็นการตำหนิปัจเจกบุคคลแทน นอกจากนี้ ความล้มเหลวซ้ำสองคือ แมคโดนัลด์ยังล้มเหลวในการดำเนินโครงการจ้างงานผู้พิการ ซึ่งเป็นประชาชนฮ่องกงที่รัฐบาลเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเงินทุน

การที่บริษัทจ้างงานผู้พิการนั้น ถือเป็นการให้โอกาสที่ดีที่ให้ได้ทำงาน มีรายได้ และมีอิสระทางการเงิน สิ่งเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้พิการได้พัฒนาทักษะ สร้างความมั่นใจ และความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง รวมทั้งการได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการและนักสังคมสงเคราะห์ต่างยืนยันว่าา เป็นผลดีต่อผู้พิการอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่จ้างผู้พิการมาทำงาน ไม่สามารถหมกมุ่นอยู่แต่กับการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท การจ้างงานผู้พิการไม่ใช่แค่โครงการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ บริษัทยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการเพิ่มพูนทักษะ การสร้างความมั่นใจ ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง และการทำงานเป็นทีมให้กับผู้พิการ
บริษัทไม่สามารถโพนทะนาว่าตัวเองจ้างงานผู้พิการได้ หากไม่มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นงานที่มั่นคงและปลอดภัย ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการคุกคาม

ในขณะเดียวกัน ผู้จัดการ หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน ก็ต้องผ่านการอบรมอย่างเหมาะสม การอบรมที่ไม่ใช่แค่นโยบาย โปสเตอร์ หรือ การบรีฟงานสั้นๆแค่ห้านาที แต่เป็นการอบรมจริง เช่น ผู้จัดการและหัวหน้างานต้องผ่านการอบรมทักษะการสื่อสาร การมอบหมายงาน และการประเมินงาน หากทำงานร่วมกับคนทำงานที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะเอื้อประโยชน์แก่คนทำงานที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม แต่ยังรวมถึงคนทำงานอื่นๆ ด้วย

การมอบหมายหน้าที่และงานให้กับผู้พิการ สัมพันธ์โดยตรงกับการบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ การมอบหมายให้คนทำงานที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมทำความสะอาดสุขา หรือ ถูพื้นในกะดึก เพื่อให้พวกเขา “อยู่นอกสายตา” หรือ ลดปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ถือเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมาย พวกเขาจะมีความมั่นใจ ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง และมีทักษะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ถ้าถูกสั่งให้ทำงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะเฉพาะและ “อยู่นอกสายตา” เช่นนี้ ?

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทหลายแห่ง รวมทั้งแมคโดนัลด์ในฮ่องกง มีนโยบายการจ้างงานที่โอบรับความหลากหลาย แต่ไม่มีระบบส่งเสริมสถานประกอบการให้มีความหลากหลาย เกิดการมีส่วนร่วม และ เคารพคนทำงานอย่างจริงจัง บางทีการสร้างภาพลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์คงจะอยู่ที่ขั้นตอนการว่าจ้าง ไม่ใช่การทำงานจริงกระมัง? แน่นอนว่า ความล้มเหลวในการฝึกอบรมฝ่ายผู้จัดการและหัวหน้างานอย่างเหมาะสม รวมทั้งการสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย มั่นคงแก่คนทำงานผู้พิการ ถือเป็น ความล้มเหลวเชิงสถาบันอย่างแท้จริง

ทักษะการสื่อสารและการมอบหมายงานของผู้จัดการและหัวหน้างาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธะสัญญาทางสังคมและการลงทุนทางสังคมของบริษัท สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดการโอบรับความหลากหลายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หุ่นเชิดเพื่อประชาสัมพันธ์สังคม(PR) ปลอมๆ ของบริษัท เพราะมันไม่ใช่แค่การโฆษณา หรือการสร้างคุณค่าแบรนด์ ที่มือถือสากปากถือศีลเท่านั้น แต่คือภัยของสังคม

ดูเพิ่มเติม  HK Feature on Instagram

ภาพจาก HK Feature Magazine ฉบับที่ 19 [กรกฎาคม, 2568]


เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เผด็จการทหารเมียนมาร์ยังคงส่งกำลังทหารเข้าโจมตีบ้านเรือนประชาชน ส่ง่ผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้  ถึงแม้ว่าทหารเมียนมาร์จะยืดคืนพื้นที่บางส่วนได้จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ุที่เป็นแนวร่วมประชาธิปไตย ชัยชนะที่เผด็จการทหารได้นั้นกลับดูไม่มั่นคง

สิ่งที่ประชาชนชาวเมียนมาร์ต้องเผชิญกับกลายเป็นความรุนแรงที่ทวีมากยิ่งขึ้น หลายชีวิตต้องพบกับความสูญเสีย ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มเผด็จการทหารมากยิ่งขึ้น

และแม้ว่าอาจจะไม่ได้ยึดพื้นที่คืนมาจากกองกำลังชาติพันธุ์ แต่เผด็จการทหารเมียนมาร์อาจจะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง

กล่าวคือ รัฐบาลทหารยกระดับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เรียกร้องสันติภาพเพิ่มขึ้น แล้วจู่ๆ การเลือกตั้งบังหน้าดูเหมือนจะกลายเป็นทางออกที่ “ดีพอ” ที่จะหยุดยั้งการเข่นฆ่าประชาชน

เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในที่อื่นๆ ของโลก ถ้ายิ่งยกระดับความรุนแรงต่อชีวิตพลเรือนให้มากขึ้น  รัฐบาลประเทศต่างๆ จะยิ่งเห็นชอบกับข้อตกลง “สันติภาพ” ที่เอื้อให้เผด็จการทหารยังคงรักษาฐานอำนาจของตนไว้ได้  ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตย และมีหลักประกันอีกด้วยว่าจะไม่มีใครในรัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลปัจจุบันที่จะโดนตัดสินลงโทษต่ออาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติ

(แน่นอนว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นโดยทันทีถ้าหากระบอบทหารเมียนมาร์หยุดสงครามเข่นฆ่าประชาชนในประเทศตนเอง และยอมยกอำนาจที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับคืนสู่ประชาชน)

เมื่อการรุกรานเข่นฆ่าประชาชนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น  รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ยิ่งจะให้การยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ว่าเป็น สิ่งที่ดีพอแล้ว หรือ ดีกว่าการนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย

ถ้าการยอมรับนั้นเกิดขึ้นจริง ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวเมียนมาร์ รวมทั้ง ความหวัง ของคนเมียนมาร์เองจะกลายเป็นเรื่องรองใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ที่เกี่ยวเนื่องกับการยอมรับการเลือกตั้งบังหน้า

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 4 – สู่รัฐทหาร

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 4 – สู่รัฐทหาร

รัฐทหารคือระบบของรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง แต่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจโดยส่วนใหญ่ในทุกหน่วยงานและโครงสร้างของรัฐนั้นคือนายทหารปัจจุบันหรือทหารเกษียณ หรือมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ

เผด็จการทหารเมียนมาร์กำลังใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับประเทศที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวสู่การสร้างรัฐทหาร  จากจำนวนผู้ลงสม้ครรับเลือกตั้งราว 4,900 คนนั้น กว่าพันคนคือนายทหารที่ยังคงปฎิบัติงาน ส่วนที่เหลือคืออดีตนายทหาร กลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับนายทหาร หรือผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายทหารแล้ว ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ที่เผด็จการทหารตั้งไว้อย่างเคร่งครัด

ภายหลังจากที่กระบวนการเลือกตั้งต่างๆ ที่เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเสร็จสิ้นลง ซึ่งการเลือกตั้งอาจจะจบในเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม พ.ศ.2569 เผด็จการทหารจะอ้างว่าตนเองนั้นเป็นรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และการควบคุมสถาบันต่างๆ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ผ่านนายทหารที่คุมกระทรวงทบวงกรมต่างๆ

หลายรัฐบาลจากต่างประเทศก็จะให้การยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะรัฐทหารเป็นเครื่องมือการันตีการเข้าถึงท่าเรือยุทธศาสตร์และแหล่งแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเองก็เลือกฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญที่มีทัศนคติเหยียดชาติ คนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าพม่า (เมียนมาร์) จะได้มีโอกาสเป็นประชาธิปไตย และเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริงจึงต้องยอมรับรัฐทหารที่ตั้งขึ้นใหม่ไปโดยปริยาย

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เช่นที่ทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรปที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งและกรุงเทพฯ สร้างเหตุผลความชอบธรรมให้กับการลงทุนภายใต้การบริหารประเทศโดยเผด็จการทหารเมียนมาร์  ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เคยให้เหตุผลกับไอยูเอฟว่า อูซอซอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนเอื้อเผด็จการทหารเมียนมาร์นั้นเป็นนักธุรกิจที่ดี แม้ว่าสหประชาชาติจะระบุในรายงานว่าธุรกิจของอูซอซอเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ  ลองนึกดูว่าเทคโนแครตจากยุโรปให้เหตุผลว่าเครือข่ายทุนที่สนับสนุนประธานาธิบดีปูตินเป็นนักธุรกิจที่ดี  การที่มีสองมาตรฐานเช่นนี้ดูเหมือนกับเป็นการมองชีวิตประชาชนชาวเมียนมาร์นั้นด้อยกว่าชาวยุโรป

หากรัฐบาลใดยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าและรัฐทหารที่จะเกิดขึ้น เท่ากับเป็นการประกาศว่าประชาชนชาวเมียนมาร์ไม่สมควรมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักการที่รัฐบาลประชาธิปไตยและสหประชาชาติให้การรับรอง

อ่านเพิ่มเติม  The military coup in Myanmar is business as usual for Accor   (3 กุมภาพันธ์ 2564) และ Financing the coup: foreign companies that continued doing business with the military and its cronies financed this assault on freedom in Myanmar (10 กุมภาพันธ์ 2564)

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 3 เหล่านายพลเข้าสังกัดพรรคการเมือง (นอกจากเก้าอี้ที่กำหนดไว้แล้วในสภา)

เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้วางหมากเดินเกมคุมชัยชนะในการเลือกตั้งผ่านทางพรรคการเมืองของตน คือ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP)

การลงคะแนนเสียงที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568  รัฐมนตรีและผู้นำระดับสูงกว่า 20 คนในกลุ่มผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาร์จะลงสนามในฐานะผู้แทนที่มาจากพรรค USDP โดยจะมีทั้งนายพลเกษียณและนายทหารยศสูงที่ยังคงทำหน้าที่คุมกองทัพฝ่ายต่างๆ อีกไม่น้อยกว่า 11 นาย

ปัจจุบัน มีทหารทุกชั้นยศจำนวน 489 คนที่เข้าร่วมพรรค USDP ที่คาดว่าจะ “ได้รับเลือก” ในการเลือกตั้งแบบจัดฉากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หน้าฉากนั้นดูเหมือนว่านายทหารเหล่านี้ลงสม้ครรับเลือกตั้งจริงในฐานะผู้แทนพรรค แต่ผลการเลือกตั้งนั้นเป็นที่รู้กันล่วงหน้าไปแล้วว่าได้ตำแหน่งแน่นอน

เผด็จการทหารเมียนมาร์การันตีที่นั่งในสภาภายใต้หน้าฉากของคำว่า การเลือกตั้งตามระบอบ “ประชาธิปไตย” โดยมีเก้าอี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วสำหรับเหล่าทหาร

ในสภาล่าง โดยมี 110 ตำแหน่งจากทั้งหมด 330 ตำแหน่ง (30%) ที่จะได้จากการลงคะแนนนั้นถูกกันสำรองไว้ให้ทหาร ส่วนในสภาสูง จะมี 56 ตำแหน่งจากทั้งหมด 168 ตำแหน่ง (33%) ที่จะได้จากการลงคะแนนเสียงนั้น ก็ได้ถูกกันสำรองไว้ให้ทหารแล้วเช่นกัน

นอกจากเหล่านายพลและทหารเกษียณที่ลงสมัครรับเลือกตั้งบังหน้าในฐานะผู้สม้ครจากพรรค USDP แล้ว ก็ยังมีเหล่านายทหารอาวุโสที่จะได้นั่งในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้กันสำรองไว้ให้โดยเฉพาะ