ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เผด็จการทหารเมียนมาร์ยังคงส่งกำลังทหารเข้าโจมตีบ้านเรือนประชาชน ส่ง่ผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ ถึงแม้ว่าทหารเมียนมาร์จะยืดคืนพื้นที่บางส่วนได้จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ุที่เป็นแนวร่วมประชาธิปไตย ชัยชนะที่เผด็จการทหารได้นั้นกลับดูไม่มั่นคง
สิ่งที่ประชาชนชาวเมียนมาร์ต้องเผชิญกับกลายเป็นความรุนแรงที่ทวีมากยิ่งขึ้น หลายชีวิตต้องพบกับความสูญเสีย ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มเผด็จการทหารมากยิ่งขึ้น
และแม้ว่าอาจจะไม่ได้ยึดพื้นที่คืนมาจากกองกำลังชาติพันธุ์ แต่เผด็จการทหารเมียนมาร์อาจจะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง
กล่าวคือ รัฐบาลทหารยกระดับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เรียกร้องสันติภาพเพิ่มขึ้น แล้วจู่ๆ การเลือกตั้งบังหน้าดูเหมือนจะกลายเป็นทางออกที่ “ดีพอ” ที่จะหยุดยั้งการเข่นฆ่าประชาชน
เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในที่อื่นๆ ของโลก ถ้ายิ่งยกระดับความรุนแรงต่อชีวิตพลเรือนให้มากขึ้น รัฐบาลประเทศต่างๆ จะยิ่งเห็นชอบกับข้อตกลง “สันติภาพ” ที่เอื้อให้เผด็จการทหารยังคงรักษาฐานอำนาจของตนไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตย และมีหลักประกันอีกด้วยว่าจะไม่มีใครในรัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลปัจจุบันที่จะโดนตัดสินลงโทษต่ออาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติ
(แน่นอนว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นโดยทันทีถ้าหากระบอบทหารเมียนมาร์หยุดสงครามเข่นฆ่าประชาชนในประเทศตนเอง และยอมยกอำนาจที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับคืนสู่ประชาชน)
เมื่อการรุกรานเข่นฆ่าประชาชนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ยิ่งจะให้การยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ว่าเป็น สิ่งที่ดีพอแล้ว หรือ ดีกว่าการนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย
ถ้าการยอมรับนั้นเกิดขึ้นจริง ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวเมียนมาร์ รวมทั้ง ความหวัง ของคนเมียนมาร์เองจะกลายเป็นเรื่องรองใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ที่เกี่ยวเนื่องกับการยอมรับการเลือกตั้งบังหน้า
