ดร.ฮิดายัท กรีนฟิลด์
เลขาธิการประจำภูมิภาค ไอยูเอฟ เอเชียแปซิฟิก
8 พฤษภาคม 2569

กว่า 25 ปี หรือหนึ่งในสี่ของศตวรรษ ที่นักสังคมวิทยา มิเชล บูดิก และ พอลล่า อิงแลนด์ ได้ถามคำถามที่ผู้หญิงทั่วโลกต่างรู้คำตอบดี “ความเป็นแม่ส่งผลต่อค่าจ้างของลูกจ้างผู้หญิงหรือไม่” คำตอบที่ได้จากการวิจัยอย่างรัดกุมและถี่ถ้วน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติคือ “ส่งผล” พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า “ผลเสียด้านค่าจ้างจากการเป็นแม่” หรือ “บทลงโทษของการเป็นแม่”
จากการวิเคราะทางสถิติเชิงลึก บูดิกและอิงแลนด์แสดงให้เห็นว่า ในสหรัฐอเมริกา ผลกระทบโดยตรงของการเป็นแม่คือ แรงงานหญิงที่มีลูกได้ค่าจ้างน้อยลง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างชาย-หญิงทั่วไป การมีลูกนั้น ถึงจุดหนึ่งในการทำงานส่งผลให้เกิดการสูญเสียรายได้
ในขณะที่การลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับแรงงานหญิง บูดิกและอิงแลนด์วิเคราะห์ว่า การสูญเสียรายได้นี้ไม่เกี่ยวกับสวัสดิการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้าง แต่บทลงโทษของการเป็นแม่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ การสูญเสียค่าจ้างหรือรายได้ ที่ผู้หญิงต้องเผชิญจากการเป็นแม่ รวมทั้งการคลอดลูกและการเลี้ยงดูลูก
บูดิกและอิงแลนด์ระบุว่า สาเหตุที่เป็นไปได้ของบทลงโทษของการเป็นแม่มีสามประการ นั่นคือ การสูญเสียประสบการณ์ทำงาน การกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง การยอมแลกค่าจ้างที่สูงกับงานที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรกับคุณแม่ และการถูกนายจ้างเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ทั้งสามสาเหตุนี้กลับไม่ใช่คำอธิบายของการสูญเสียค่าจ้างของแรงงานที่เป็นแม่ แต่เป็นการที่นายจ้างเลือกปฏิบัติต่างหากที่มีความเชื่อมโยงมากที่สุด จนกลายเป็นบทลงโทษของการเป็นแม่
ตลอด 25 ปี ตั้งแต่บูดิกและอิงแลนด์ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัย มีงานศึกษาเชิงลึกในหลายประเทศที่ศึกษาบทลงโทษของการเป็นแม่และผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาปัจจัยด้านเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และประเภทของงานด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นผลเสียด้านค่าจ้างที่รุนแรงขึ้นอีกตามสถานะการจ้าง เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และธรรมชาติของงาน โดยเฉพาะงานที่ถูกตีตราว่าเป็นงานใช้ทักษะต่ำหรือไร้ทักษะ มีหลักฐานอีกมากมายจากทั่วมุมโลกว่า แรงงานหญิงที่มีลูกมักจะลงเอยด้วยการได้รับค่าจ้างน้อยเสมอ
แน่นอนว่า แรงงานหญิงตระหนักถึงบทลงโทษของการเป็นแม่มาเนิ่นนานก่อนที่บูดิกและอิงแลนด์จะตีพิมพ์งานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษในปี 2001 และตั้งชื่อเรียกเช่นนั้นเสียเอง แรงงานหญิงที่เป็นแม่ต่างก็รู้ดีว่ามันมีอยู่จริง เพราะพวกเธอต้องเผชิญในชีวิตจริงอยู่ทุกวัน
แทนที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติเชิงระบบหรือเชิงสถาบันที่สร้างบทลงโทษให้คนเป็นแม่ สหภาพแรงงานส่วนใหญ่กลับส่งเสริมรัฐบาลและนายจ้างด้วยการทำให้ความเหลื่อมล้ำนี้กลายเป็นเรื่องปกติ การจำกัดความสิทธิของผู้หญิงอย่างแคบ ๆ ไว้แค่เรื่องการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้าง ไม่เพียงทำให้การสูญเสียรายได้ซึ่งเป็นผลที่ตามมานั้นถูกเพิกเฉย แต่ในแง่หนึ่งยังเป็นการให้ความชอบธรรมไปแล้วว่า การเป็นแม่ทำให้ผู้หญิงต้องแบกรับบทลงโทษทางเศรษฐกิจด้วยตัวเอง
นักสหภาพที่เป็นผู้ชายน้อยคนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้นำสหภาพที่เป็นผู้หญิงที่เป็นแม่นั้น ได้รับความชื่นชมจากสมาชิกสหภาพที่เป็นผู้หญิงด้วยกันเพราะ พวกเธอสามารถเอาชนะอุปสรรคของความเหลื่อมล้ำด้านการเลือกปฏิบัติ และทัศนคติเชิงโครงสร้าง และเอาชนะบทลงโทษของการเป็นแม่ได้ การเสียสละที่ต้องแบกรับถึงสามเท่านี้บางครั้งก็ได้รับคำชมตามมารยาทพอเป็นพิธี (เช่น “เก่งมาก!”) มีเพียงสมาชิกหญิงของเราเท่านั้นที่ใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบเชิงระบบของบทลงโทษของการเป็นแม่ที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานเท่านั้น ที่เข้าใจความสำเร็จนี้จริง ๆ
ในการประชุมที่ผ่านมาไม่นานนี้ของสมาชิกสหภาพเราในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาชิกหญิงของเราสามคนได้นำเสนอเรื่องผลกระทบของการเลือกปฏิบัติทางเพศเชิงระบบซึ่งบั่นทอนกำลังใจและทำลายไฟในการทำงาน
สมาชิกหญิงของเราในบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่อธิบายถึงการเลือกปฏิบัติที่มีหลายชั้น โดยไม่ต้องเอ่ยถึงบทลงโทษของการเป็นแม่เสียด้วยซ้ำ แรงงานหญิงที่มีคู่สมรสและลูกนั้นได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหญิงโสดในด้านสวัสดิการประกันสุขภาพและสวัสดิการรักษาพยาบาล ในขณะที่แรงงานชายมีสวัสดิการคุ้มครองครอบคลุมครบวงจร ผู้หญิงถูกปฏิเสธการเลื่อนขั้น แต่ได้ภาระงานและค่าแรงเพิ่มขึ้น เพราะฝ่ายบริหารทึกทักเอาเองว่าพวกเธอไม่สามารถจัดการงานตัวเองได้เพราะมีภาระต้องดูแลครอบครัวและลูก ผู้หญิงเผชิญกับอคติทางเพศระหว่างการประเมินผลงาน ซึ่งมักจะได้รับผลการประเมินที่ต่ำกว่าผู้ชาย เป็นต้น
ผลก็คือ แรงงานหญิงเผชิญกับภาวะการหมด “ไฟในการทำงาน” และการหมดไฟนี้เองที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงานลดลง รวมถึงมีการขาดงานมากขึ้น สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำให้ผลการประเมินงานแย่ลงและซ้ำเติมให้สูญเสียรายได้มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังตอกย้ำอคติทางเพศของฝ่ายบริหารที่อ้างว่าผู้หญิงนั้น “ยุ่งเกินไป” หรือ “เหนื่อยเกินไป” เนื่องจากมีภาระความรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกที่บ้าน กลายเป็นวงจรอุบาทว์
สิ่งที่บั่นทอนกำลังใจซ้ำเข้าไปอีกคือ การเลือกปฏิบัติและอคติเหล่านี้ถูกสอดแทรกอยู่ในข้อตกลงร่วมระดับชาติ ซึ่งเจรจาโดยสหภาพแรงงานที่สมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายบริหารเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กันเอง สหภาพที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตยแล้วเท่านั้น ที่จะทำให้สมาชิกหญิงของเราสามารถลุกขึ้นมาส่งเสียงโดยมีไอยูเอฟเป็นหลังพิงให้
เราไม่ได้เอ่ยถึงชื่อพี่น้องแรงงานหญิง สหภาพ บริษัท หรือประเทศ เพราะพวกเธอได้แสดงความกล้าหาญและความเสียสละอย่างยิ่งในการตีแผ่การเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้างต่อผู้หญิงที่เป็นแม่ การปล่อยให้พวกเธอต้องไปเผชิญกับการกลั่นแกล้งเอาคืนหรือการเยาะเย้ยถากถางจากทั้งสหภาพแรงงานหัวเก่า นายจ้าง และเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งที่เกินจะรับไหว
การเยาะเย้ยถากถางเป็นหนึ่งในอาวุธที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดของผู้ชายที่มีอำนาจและสิทธิขาดในการสั่งการ การกลอกตา การยิ้มเยาะ การยักไหล่ และ “แค่ล้อเล่นเอง” เป็นสิ่งที่กีดกันเราออกจากการรื้อถอนบทลงโทษของการเป็นแม่ และยังกีดกันเราจากการรับประกันว่าผู้หญิงทั้งหมดจะเข้าถึงสิทธิที่ควรได้รับอย่างสมบูรณ์ รวมถึง “ชีวิตที่สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อย่างที่ได้รับการรับประกันไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี 1948 ทั้งในด้านของค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและการปลอดจากการเลือกปฏิบัติ ความล้มเหลวในวันนี้เป็นสิ่งที่น่าอับอายและไม่มีอะไรน่าขำเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่ามีการคุกคามที่โจ่งแจ้ง การข่มขู่ และการยุติการจ้างงานที่รุนแรงจนทำลายชีวิตของแรงงานหญิงและครอบครัว
ไม่นานมานี้เราได้สร้างความตระหนักรู้เรื่อง ภัยอันตรายด้านจิตสังคมในที่ทำงาน ประสบการณ์จริงของบทลงโทษของการเป็นแม่และผลกระทบที่บั่นทอนจิตใจและทำให้หมดไฟเข้าข่ายการเป็นภัยอันตรายทางจิตสังคมเช่นกัน การทำให้หมดไฟ การสูญเสียความมั่นใจ การสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง ความเหนื่อยล้า และการซึมเศร้าล้วนเป็นอาการของอันตรายทางจิตสังคมที่เกิดจากบทลงโทษของการเป็นแม่ เช่นนั้นแล้ว มันไม่ได้เป็นบทลงโทษในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นบทลงโทษในด้านสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับความสนใจมากขึ้น
ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวันสตรีสากลของไอยูเอฟ เอเชียแปซิฟิกในเดือนมีนาคม 2026 เราได้สนับสนุนแคมเปญรณรงค์ “มาทำให้สหภาพแรงงานตอบโจทย์ผู้หญิงกันเถอะ!” สมาชิกหญิงของเราทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เขียนลงบนโปสเตอร์ว่าสหภาพควรทำอะไรบ้างเพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงได้จริง ตอบโจทย์ และเป็นประโยชน์ต่อแรงงานหญิง ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องที่สหภาพควรเรียกร้องต่อนายจ้างและรัฐบาล และอะไรควรถูกรวมเข้าไว้ในการเจรจาต่อรองร่วม

คำตอบจำนวนมากสะท้อนถึงปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำในที่ทำงาน รวมถึงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่จำเป็นต้องได้รับการสะสางให้ถูกต้อง ข้อมูลเหล่านี้ยังรวมถึงข้อเรียกร้องที่ชัดเจนในการขอให้มีการคุ้มครองสิทธิความเป็นแม่ที่ครอบคลุมและรอบด้านยิ่งขึ้น และความเท่าเทียมในการเลื่อนขั้น การจ่ายค่าตอบแทนและการให้โอกาส

สมาชิกหญิงจากฟิลิปปินส์เรียกร้องให้มีการคุ้มครองความเป็นแม่อย่างรอบด้าน
ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าบทลงโทษของการเป็นแม่หรือไม่นั้น การเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำที่แรงงานหญิงผู้เป็นแม่ต้องเผชิญนั้นเห็นได้ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นอยู่แล้วและความเหลื่อมล้ำที่แรงงานหญิงต้องเผชิญไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่ก็ตาม
ในเวลาที่คุณค่าทางสังคมที่มีร่วมกันนั้นถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องย้ำจุดยืนว่า ความเป็นแม่นั้นมีคุณค่า ทั้งยังสร้างคุณูปการทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างใหญ่หลวงให้แก่สังคม ชุมชน รวมถึงองค์กร สถาบัน บริษัท และนายจ้างที่ดำเนินงานภายในสังคมและยังพึ่งพาความเป็นแม่
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรคิดค้นหนทางใหม่เพื่อมากำหนดคุณค่าทางเศรษฐกิจของการเป็นแม่ หรือกำหนดคุณค่าเป็นเม็ดเงิน ในเมื่อทุกอย่างในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะถูกตัดสินในแง่คุณค่าทางการเงิน มีแนวโน้มว่าจะมีความพยายามด้วยความปรารถนาดีที่จะแสดงให้เห็นว่า ความเป็นแม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแค่ไหน การพยายามมองว่าแม่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ถือเป็นดาบสองคม อย่างที่แรงงาน Gen Z มักบอกเราว่า การตัดสินคุณค่าของคนคนหนึ่งจากสิ่งที่เขาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้นั้น เป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย เมื่อต้องเจอกับความเป็นไปได้ที่จะถูกจ้างงานแบบชั่วคราวหรือการว่างงานเป็นระยะเวลานาน พวกเขาจะถามว่า “เราไม่มีค่าอะไรเลยงั้นสิ?” และจะประท้วงเพื่อแสดงออกถึงความโกรธแค้นและไม่พอใจต่อระบบที่ทำให้พวกเขาไร้โอกาสในการได้งานที่มีคุณภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่กลับเพิ่มภาระหนี้ที่จัดการไม่ได้ให้พวกเขามากขึ้น แล้วยังตัดสินพวกเขาด้วยการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สังคม
การตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นแม่ทั้งในแง่จริยธรรม ศีลธรรม สังคม วัฒนธรรม รวมถึงการยอมรับว่า การดำรงอยู่ ตัวตน และชีวิตของเราล้วนผูกพันอยู่กับความเป็นแม่มีคุณค่าลึกล้ำไปกว่านั้นมาก และไม่จำเป็นต้องมีป้ายบอกราคาหรือบาร์โค้ด เราเพียงแค่ให้การยอมรับคุณค่าและให้เกียรติความเป็นแม่ในทุกมิติกันอย่างแท้จริง
การจะทำแบบนั้นได้เราต้องรื้อถอนความเข้าใจผิด ๆ ที่คิดไปเองเกี่ยวกับผู้หญิงที่เป็นแม่ รวมถึงความสามารถ ประสิทธิภาพ หรือความต้องการทำงานของพวกเธอ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกระบบประเมินผลแบบใหม่ การตัดเกรดพนักงาน และเป้าหมายตัวเลขต่าง ๆ ที่ถูกนำมาสร้างเป็นตัวชี้วัดเพื่อใช้เลือกปฏิบัติต่อเหล่าคุณแม่ในที่ทำงาน ทุกวันนี้ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการใช้เอไอ ซึ่งจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การบั่นทอนกำลังใจ และการทำให้หมดไฟมากขึ้น รวมถึงเป็นอันตรายทางจิตสังคมที่ร้ายแรง เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้หญิงที่เป็นแม่ และท้ายที่สุดก็ยังจบลงที่สมมติฐานที่ฟังไม่ขึ้นว่า การเป็นแม่นั้นเป็นสาเหตุของการที่ผู้หญิงต้องแบกรับบทลงโทษของการเป็นแม่นั้นด้วยตัวเอง