by IUF Asia/Pacific | Nov 1, 2025 | ภาษาไทย Thai , Defending Democracy , Human Rights
รัฐทหารคือระบบของรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง แต่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจโดยส่วนใหญ่ในทุกหน่วยงานและโครงสร้างของรัฐนั้นคือนายทหารปัจจุบันหรือทหารเกษียณ หรือมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ
เผด็จการทหารเมียนมาร์กำลังใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับประเทศที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวสู่การสร้างรัฐทหาร จากจำนวนผู้ลงสม้ครรับเลือกตั้งราว 4,900 คนนั้น กว่าพันคนคือนายทหารที่ยังคงปฎิบัติงาน ส่วนที่เหลือคืออดีตนายทหาร กลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับนายทหาร หรือผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายทหารแล้ว ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ที่เผด็จการทหารตั้งไว้อย่างเคร่งครัด
ภายหลังจากที่กระบวนการเลือกตั้งต่างๆ ที่เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเสร็จสิ้นลง ซึ่งการเลือกตั้งอาจจะจบในเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม พ.ศ.2569 เผด็จการทหารจะอ้างว่าตนเองนั้นเป็นรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และการควบคุมสถาบันต่างๆ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ผ่านนายทหารที่คุมกระทรวงทบวงกรมต่างๆ
หลายรัฐบาลจากต่างประเทศก็จะให้การยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะรัฐทหารเป็นเครื่องมือการันตีการเข้าถึงท่าเรือยุทธศาสตร์และแหล่งแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเองก็เลือกฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญที่มีทัศนคติเหยียดชาติ คนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าพม่า (เมียนมาร์) จะได้มีโอกาสเป็นประชาธิปไตย และเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริงจึงต้องยอมรับรัฐทหารที่ตั้งขึ้นใหม่ไปโดยปริยาย
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เช่นที่ทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรปที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งและกรุงเทพฯ สร้างเหตุผลความชอบธรรมให้กับการลงทุนภายใต้การบริหารประเทศโดยเผด็จการทหารเมียนมาร์ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เคยให้เหตุผลกับไอยูเอฟว่า อูซอซอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนเอื้อเผด็จการทหารเมียนมาร์นั้นเป็นนักธุรกิจที่ดี แม้ว่าสหประชาชาติจะระบุในรายงานว่าธุรกิจของอูซอซอเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ลองนึกดูว่าเทคโนแครตจากยุโรปให้เหตุผลว่าเครือข่ายทุนที่สนับสนุนประธานาธิบดีปูตินเป็นนักธุรกิจที่ดี การที่มีสองมาตรฐานเช่นนี้ดูเหมือนกับเป็นการมองชีวิตประชาชนชาวเมียนมาร์นั้นด้อยกว่าชาวยุโรป
หากรัฐบาลใดยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าและรัฐทหารที่จะเกิดขึ้น เท่ากับเป็นการประกาศว่าประชาชนชาวเมียนมาร์ไม่สมควรมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักการที่รัฐบาลประชาธิปไตยและสหประชาชาติให้การรับรอง
อ่านเพิ่มเติม The military coup in Myanmar is business as usual for Accor (3 กุมภาพันธ์ 2564) และ Financing the coup: foreign companies that continued doing business with the military and its cronies financed this assault on freedom in Myanmar (10 กุมภาพันธ์ 2564)
by IUF Asia/Pacific | Nov 1, 2025 | ภาษาไทย Thai , Defending Democracy , Human Rights
เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้วางหมากเดินเกมคุมชัยชนะในการเลือกตั้งผ่านทางพรรคการเมืองของตน คือ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP)
การลงคะแนนเสียงที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รัฐมนตรีและผู้นำระดับสูงกว่า 20 คนในกลุ่มผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาร์จะลงสนามในฐานะผู้แทนที่มาจากพรรค USDP โดยจะมีทั้งนายพลเกษียณและนายทหารยศสูงที่ยังคงทำหน้าที่คุมกองทัพฝ่ายต่างๆ อีกไม่น้อยกว่า 11 นาย
ปัจจุบัน มีทหารทุกชั้นยศจำนวน 489 คนที่เข้าร่วมพรรค USDP ที่คาดว่าจะ “ได้รับเลือก” ในการเลือกตั้งแบบจัดฉากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
หน้าฉากนั้นดูเหมือนว่านายทหารเหล่านี้ลงสม้ครรับเลือกตั้งจริงในฐานะผู้แทนพรรค แต่ผลการเลือกตั้งนั้นเป็นที่รู้กันล่วงหน้าไปแล้วว่าได้ตำแหน่งแน่นอน
เผด็จการทหารเมียนมาร์การันตีที่นั่งในสภาภายใต้หน้าฉากของคำว่า การเลือกตั้งตามระบอบ “ประชาธิปไตย” โดยมีเก้าอี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วสำหรับเหล่าทหาร
ในสภาล่าง โดยมี 110 ตำแหน่งจากทั้งหมด 330 ตำแหน่ง (30%) ที่จะได้จากการลงคะแนนนั้นถูกกันสำรองไว้ให้ทหาร ส่วนในสภาสูง จะมี 56 ตำแหน่งจากทั้งหมด 168 ตำแหน่ง (33%) ที่จะได้จากการลงคะแนนเสียงนั้น ก็ได้ถูกกันสำรองไว้ให้ทหารแล้วเช่นกัน
นอกจากเหล่านายพลและทหารเกษียณที่ลงสมัครรับเลือกตั้งบังหน้าในฐานะผู้สม้ครจากพรรค USDP แล้ว ก็ยังมีเหล่านายทหารอาวุโสที่จะได้นั่งในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้กันสำรองไว้ให้โดยเฉพาะ
by IUF Asia/Pacific | Nov 1, 2025 | ภาษาไทย Thai , Defending Democracy , Human Rights
เพื่อที่จะให้การเลือกตั้งที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 ดูสมจริงยิ่งขึ้น เผด็จการทหารพม่าจะต้องออกแบบให้มีพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย
ภายใต้กฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมืองที่เผด็จการทหารเป็นผู้ร่างและประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2566 พรรคการเมืองใดก็ตามที่ต้องการลงสนามแข่งขันในการเลือกตั้งระดับประเทศจะต้องมีสมาชิกพรรคขั้นต่ำ 100,000 คนและต้องมีสำนักงานพรรคตั้งอยู่ใน 110 อำเภอ จากจำนวนอำเภอทั้งหมด 330 แห่งทั่วประเทศ เมื่อพรรคการเมืองที่มีแนวทางปกป้องประชาธิปไตยโดนยุบและเผด็จการทหารประกาศว่าพรรคเหล่านี้เป็นองค์กรผิดกฎหมาย อีกทั้งยังประกาศว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ดังนั้น การมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้จริงจะเป็นไปได้อย่างไร
การจำกัดเสรีภาพอย่างหนักหน่วงโดยเผด็จการทหารที่ยึดพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ และการใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธกับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ย่อมหมายความว่าการที่พรรคการเมืองจะเปิดรับสมัครสมาชิกจำนวน 100,000 คนและเปิดสำนักงานอีกกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ และจะมีเพียงแค่พรรคการเมืองที่ยอมร่วมมือกับเผด็จการทหารเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้
ดังนั้น เพื่อที่จะสร้างภาพให้ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งทั่วประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้นมีพรรคการเมืองจำนวนมากสมัครเข้าร่วม ภายใต้กฎหมายจัดตั้งพรรคการเมืองที่ประกาศใช้โดยเผด็จการทหารเมียนมาร์จึงอนุญาตให้พรรคการเมืองท้องถิ่นระดับภูมิภาคเท่านั้นที่จะจดทะเบียนจัดตั้งได้ พรรคการเมืองเหล่านี้สามารถเข้าร่วมชิงชัยได้ในระดับท้องถิ่น แต่ไม่สามารถลงสนามเลือกตั้งระดับประเทศได้ โดยกำหนดให้พรรคการเมืองระดับภูมิภาคจะต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1,000 คน และมีสำนักงานอย่างน้อยใน 5 อำเภอ
คาดว่าอาจจะมีพรรคการเมืองระดับภูมิภาคราว 40 พรรคที่ได้รับการจดทะเบียน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีผู้สมัครและอาคารสำนักงานพรรคฯ ยังเป็นเพียงแค่ที่อยู่ในกระดาษ ซึ่งการจะได้รับจดทะเบียนนั้นต้องให้ความร่วมมือกับเผด็จการทหาร ซึ่งผู้นำเผด็จการดูจะมั่นใจว่าพรรคการเมืองหุ่นเชิดเหล่านี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้การเลือกตั้งดูน่าเชื่อถือ
by IUF Asia/Pacific | Nov 1, 2025 | ภาษาไทย Thai , Defending Democracy , Human Rights , Peace
คณะกรรมการการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการทหารเมียนมาร์ ได้ประกาศว่าจะมีแค่ 102 อำเภอจากทั้งหมดทั่วประเทศ 330 อำเภอ ที่จะได้เข้าร่วมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนในสภา ซึ่งกำหนดวันเริ่มต้นไว้คือวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จึงเท่ากับว่ามีประชาชนในเมียนมาร์เพียงร้อยละ 31 เท่านั้นที่จะได้มีสิทธิออกเสียง
แล้วผู้มีสิทธิออกเสียงอีกร้อยละ 69 หายไปไหน? ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิลงคะแนน สาเหตุนั้นมาจากอำเภอโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ People’s Defence Force (PDF) และ องค์กรปฏิวัติกลุ่มชาติพันธ์ Ethnic Revolutionary Organizations (EROs) ที่ทำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่หลายอำเภอที่ยังโดยทหารเมียนมาร์โจมตีอยู่เป็นระยะ โดยเผด็จการทหารใช้การโจมตีทางอากาศ ทั้งการทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนและบ้านเรือนประชาชนเพื่อยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มกองกำลัง
ที่ต้องออกแบบวิธีเลือกตั้งให้เริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยเริ่มเป็นระยะที่หนึ่ง และขยายเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองหรือสามเดือน ลักษณะเช่นนี้เพื่อเอื้อให้เผด็จการทหารได้มีเวลาใช้กองทัพของตนเองในการยืดคืนพื้นที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น ถ้าหากมีจำนวนอำเภอที่คณะกรรมการเลือกตั้งภายให้เผด็จการทหารประกาศจำนวนเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 31 ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม หรือในช่วงสามเดือนหลังจากเลือกต้้งระยะที่หนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าเผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เข้ายึดคืนพื้นที่จนผู้คนสูญเสียและล้มตายเป็นจำนวนมาก
by IUF Asia/Pacific | Oct 20, 2025 | မြန်မာဘာသာ Myanmar language , Defending Democracy , Human Rights
ဒီရက်သတ္တပတ်များအတွက် မြန်မာစစ်တပ်၏ အရှိန်မြှင့်လာသော တိုက်ခိုက်မှုများသည် သေဆုံးမှုများ၊ အသက်ဆုံးရှုံးမှုများ ဖြစ်ပေါ် စေခဲ့သော်လည်း တိုင်းပြည်၏ဒေသအများစုကို စစ်တပ်ထိန်းချုပ်နိုင်သည် အထိတော့ မရှိခဲ့ပေ။ စစ်စခန်းအချို့နှင့် မြို့နယ်အချို့ကို ဒီမိုကရေစီနှင့် တိုင်းရင်းသားတော်လှန်ရေး တပ်များမှ မြန်မာစစ်တပ်ပြန်လည်ရယူနိုင်ခြင်းက စစ်အာဏာရှင်အတွက် သီးခြားနှင့်ယာယီဖြစ်သော အောင်မြင်မှုများကို ဖော်ပြနေခြင်းသာ ဖြစ်ပါသည်။
ဒါတွေက မြန်မာပြည်သူလူထုတွေအပေါ် အကြမ်းဖက်မှုတွေ ပိုမိုဖြစ်ပေါ်လာခြင်းဖြစ်ပြီး အရပ်သား များ၏ အသက်ဆုံးရှုံးမှုများ ထပ်လောင်းဖြစ်စေကာ စစ်အာဏာရှင်ကို ဖြုတ်ချရမည်ဟူသော ပြည်သူလူထု၏ ပိုမိုခိုင်မာသောဆုံးဖြတ်ချက်ကို နှိုးဆော်ခြင်း ဖြစ်ပါသည်။
သို့သော်လည်း ဒီမိုကရေစီနှင့် တိုင်းရင်းသားတော်လှန်ရေးပူးပေါင်းတပ်များမှ နယ်မြေတွေ ပြန်လည်မရရှိသည့်တိုင် မြန်မာစစ်တပ်သည် ၎င်းတို့၏ ပန်းတိုင်တွေကို ရရှိနိုင်နေဆဲပင် ဖြစ်သည်။
အလုပ်ဖြစ်ပုံမှာ – ပြည်သူလူထုတွေအပေါ် စစ်အစိုးရတပ်က စစ်ရေးမြှင့်တင်လာတဲ့အခါ အစိုးရ တော်တော်များများက ငြိမ်းချမ်းရေးအတွက် ပိုမိုတောင်းဆိုလာမှာဖြစ်ပြီး ရုတ်တရက်အနေဖြင့် အတုအယောင်ရွေးကောက်ပွဲဟာ သတ်ဖြတ်မှုတွေကို ရပ်တန့်ဖို့ “လုံလောက်”တဲ့ ဖြေရှင်းချက်တခုလို ဖြစ်လာဟန်ရှိတဲ့ သဘောပဲ ဖြစ်ပါသည်။
အရပ်သားတွေကို ပိုမိုအရှိန်မြှင့် သတ်ဖြတ်တဲ့အခါ ပြည်ပအစိုးရများက အာဏာရှင်ကို အာဏာ ဆက်လက်ရရှိစေသော “ငြိမ်းချမ်းရေး” အပေးအယူမျိုးကို သဘောတူကြလိမ့်မည်ဖြစ်ပြီး လွတ်လပ်မှုနှင့် ဒီမိုကရေစီအတွက် လိုအပ်ချက်ကို မသိကျိုးကျွံပြုကာ လူသားမျိုးနွယ်အပေါ် ကျူးလွန်သည့် ရာဇဝတ်မှုများအတွက် လက်ရှိ သို့မဟုတ် အစိုးရသစ် အဖွဲ့ဝင် မည်သူတစ်ဦးတစ်ယောက် ကိုမျှ တရားစွဲဆိုခံရခြင်းမရှိသည့် ကမ္ဘာ့တခြားနေရာများ၏ သင်ခန်းစာတွေကို မြန်မာစစ်အစိုးရ လေ့လာထားပြီးသား ဖြစ်ပါသည်။
(စစ်အစိုးရမှ ပြည်သူတွေအပေါ် ကျူးလွန်သော ၎င်းတို့စစ်ကို ရပ်တန့်ပြီး၊ တရားမဝင်ရယူထားသော အာဏာကို လက်လွှတ်ခြင်းကသာ စစ်မှန်သော ငြိမ်းချမ်းရေး ရရှိလာစေမည်)
ဒါကြောင့် စစ်တပ်၏ ထိုးစစ် အရှိန်မြှင့်လာတဲ့အခါ အစိုးရတော်တော်များများက ၂၀၂၅ ခုနှစ်၊ ဒီဇင်ဘာ ၂၈ ရက်နေ့မှစပြီး ကျင်းပမည့် အတုအယောင် ရွေးကောက်ပွဲကို “လုံလောက်ပြီ” သို့မဟုတ် “ဘာမှမရှိခြင်းထက်စာရင် ပိုကောင်းသည်” ဟု လက်ခံလာဖွယ်ရှိပါသည်။
ထိုသို့ ဖြစ်ခဲ့လျင် မြန်မာပြည်သူလူထု၏ လူ့အခွင့်အရေး၊ ဒီမိုကရေစီလွတ်လပ်ခွင့်များ – နှင့် မျှော်လင့်ချက် – တို့သည် အတုအယောင်ရွေးကောက်ပွဲကို လက်ခံသော “ငြိမ်းချမ်းရေး အပေးအယူ” တရပ်တွင် ရုတ်တရက် ဘေးဖယ်ခံထားရမည် ဖြစ်ပါသည်။
by IUF Asia/Pacific | Oct 20, 2025 | Bahasa Indonesia , Defending Democracy , Human Rights
Serangan yang semakin intensif oleh pasukan militer junta dalam beberapa minggu terakhir telah menimbulkan banyak korban jiwa, tetapi belum memperluas kendali junta atas sebagian besar wilayah negara. Beberapa pangkalan dan kota kecil yang direbut kembali oleh junta militer dari kekuatan perlawanan demokratis dan etnis sekutu merupakan kemenangan yang terisolasi dan bersifat sementara bagi rezim tersebut.
Semua yang dihasilkan dari hal ini hanyalah meningkatnya kekerasan terhadap rakyat Myanmar, menambah tragisnya kehilangan nyawa sipil, dan memperkuat tekad rakyat untuk menggulingkan junta militer.
Namun, meskipun gagal merebut kembali wilayah dari pasukan perlawanan etnis demokratis dan sekutunya, junta militer masih dapat mencapai tujuannya.
Begini cara kerjanya: junta militer meningkatkan agresi militer terhadap rakyat; lebih banyak pemerintah menyerukan perdamaian; dan tiba-tiba pemilu palsu tampak seperti solusi yang “cukup baik” untuk menghentikan pembunuhan.
Sebagaimana junta militer telah belajar dari peristiwa di belahan dunia lain, dengan meningkatkan eskalasi dan membunuh lebih banyak warga sipil, pemerintah asing akan menyetujui perjanjian “perdamaian” yang akan mempertahankan kekuasaan rezim, mengabaikan kebutuhan akan kebebasan dan demokrasi, dan memastikan bahwa tidak seorangpun di pemerintahan saat ini atau yang baru dituntut atas kejahatan terhadap kemanusiaan.
(Tentu saja perdamaian sejati akan segera datang jika junta militer menghentikan perang terhadap rakyat dan menyerahkan kekuasaan ilegalnya.)
Dengan meningkatnya serangan militer, kemungkinan besar akan ada lebih banyak pemerintah yang menerima pemilu rekayasa yang dimulai pada 28 Desember 2025 sebagai sesuatu yang “cukup baik” atau “lebih baik daripada tidak sama sekali”.
Jika hal ini terjadi, maka hak asasi manusia dan kebebasan demokrasi rakyat Myanmar – dan harapan – akan tiba-tiba dikesampingkan dalam “kesepakatan damai” yang melibatkan penerimaan pemilu rekayasa.