FSBMM Mendeklarasikan Pertumbuhan Anggota di Tengah Tantangan Efisiensi

FSBMM Mendeklarasikan Pertumbuhan Anggota di Tengah Tantangan Efisiensi

FSBMM (Federasi Serikat Buruh Makanan dan Minuman) yang berafiliasi dengan IUF menyelenggarakan Rapat Majelis Umum pada tanggal 3 Februari 2026 di Bandung-Indonesia, bertepatan dengan HUT ke-8 FSBMM, dengan tema “Membangun Kekuatan Serikat Pekerja Melalui Pendidikan dan Pengorganisasian yang Efektif.” Acara ini merupakan ruang konsolidasi penting untuk menyatukan langkah-langkah, memastikan demokrasi yang bertanggung jawab berjalan dengan baik, menyamakan visi, dan memperkuat gerakan buruh makanan dan minuman di seluruh Indonesia.

Pertemuan ini menyoroti pertumbuhan organisasi FSBMM meskipun ada tantangan efisiensi di beberapa perusahaan. Per Februari 2026, FSBMM mewakili 22 serikat buruh anggota di seluruh Indonesia, berhasil menambah 7 serikat buruh anggota baru.

Bergabungnya serikat buruh anggota ini adalah bukti bahwa persatuan adalah kekuatan, dan FSBMM terus tumbuh sebagai wadah untuk perjuangan bersama untuk keadilan, kesejahteraan buruh dan keluarga mereka.

Laporan dari para serikat buruh anggota menunjukkan pencapaian konkret, beberapa SBA berhasil mengubah pekerja kontrak menjadi status permanen, keberhasilan terkait negosiasi upah, peningkatan perlindungan termasuk perpanjangan cuti melahirkan, dan beberapa serikat buruh sedang dalam proses menegosiasikan PKB pertama mereka.

FSBMM menegaskan kembali komitmennya untuk membangun kekuatan serikat pekerja melalui pendidikan dan pengorganisasian yang efektif. Laporan Sekretariat Nasional FSBMM menekankan pendidikan, pengorganisasian, pengelolaan basis data, dan peningkatan manajemen keuangan sebagai prioritas utama. Sekretaris Umum FSBMM Dani Afgani mengucapkan terima kasih atas dukungan IUF selama ini, juga menyatakan bahwa terkait pengorganisasian, kita harus mendengarkan, dalam arti membuat para pekerja merasa nyaman, dan bahwa semua anggota berhak menyampaikan ide, kritik, saran kepada FSBMM sebagai bagian dari demokrasi yang bertanggung jawab dan akuntabel.

 

Organize, Fight and Win!

Our Union, Our Power!

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เผด็จการทหารเมียนมาร์ยังคงส่งกำลังทหารเข้าโจมตีบ้านเรือนประชาชน ส่ง่ผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้  ถึงแม้ว่าทหารเมียนมาร์จะยืดคืนพื้นที่บางส่วนได้จากกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ุที่เป็นแนวร่วมประชาธิปไตย ชัยชนะที่เผด็จการทหารได้นั้นกลับดูไม่มั่นคง

สิ่งที่ประชาชนชาวเมียนมาร์ต้องเผชิญกับกลายเป็นความรุนแรงที่ทวีมากยิ่งขึ้น หลายชีวิตต้องพบกับความสูญเสีย ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มเผด็จการทหารมากยิ่งขึ้น

และแม้ว่าอาจจะไม่ได้ยึดพื้นที่คืนมาจากกองกำลังชาติพันธุ์ แต่เผด็จการทหารเมียนมาร์อาจจะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง

กล่าวคือ รัฐบาลทหารยกระดับการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ส่งผลให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เรียกร้องสันติภาพเพิ่มขึ้น แล้วจู่ๆ การเลือกตั้งบังหน้าดูเหมือนจะกลายเป็นทางออกที่ “ดีพอ” ที่จะหยุดยั้งการเข่นฆ่าประชาชน

เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในที่อื่นๆ ของโลก ถ้ายิ่งยกระดับความรุนแรงต่อชีวิตพลเรือนให้มากขึ้น  รัฐบาลประเทศต่างๆ จะยิ่งเห็นชอบกับข้อตกลง “สันติภาพ” ที่เอื้อให้เผด็จการทหารยังคงรักษาฐานอำนาจของตนไว้ได้  ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตย และมีหลักประกันอีกด้วยว่าจะไม่มีใครในรัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลปัจจุบันที่จะโดนตัดสินลงโทษต่ออาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติ

(แน่นอนว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นโดยทันทีถ้าหากระบอบทหารเมียนมาร์หยุดสงครามเข่นฆ่าประชาชนในประเทศตนเอง และยอมยกอำนาจที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับคืนสู่ประชาชน)

เมื่อการรุกรานเข่นฆ่าประชาชนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น  รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ยิ่งจะให้การยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ว่าเป็น สิ่งที่ดีพอแล้ว หรือ ดีกว่าการนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย

ถ้าการยอมรับนั้นเกิดขึ้นจริง ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวเมียนมาร์ รวมทั้ง ความหวัง ของคนเมียนมาร์เองจะกลายเป็นเรื่องรองใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ที่เกี่ยวเนื่องกับการยอมรับการเลือกตั้งบังหน้า

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 4 – สู่รัฐทหาร

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 4 – สู่รัฐทหาร

รัฐทหารคือระบบของรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง แต่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจโดยส่วนใหญ่ในทุกหน่วยงานและโครงสร้างของรัฐนั้นคือนายทหารปัจจุบันหรือทหารเกษียณ หรือมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ

เผด็จการทหารเมียนมาร์กำลังใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับประเทศที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวสู่การสร้างรัฐทหาร  จากจำนวนผู้ลงสม้ครรับเลือกตั้งราว 4,900 คนนั้น กว่าพันคนคือนายทหารที่ยังคงปฎิบัติงาน ส่วนที่เหลือคืออดีตนายทหาร กลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับนายทหาร หรือผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายทหารแล้ว ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ที่เผด็จการทหารตั้งไว้อย่างเคร่งครัด

ภายหลังจากที่กระบวนการเลือกตั้งต่างๆ ที่เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเสร็จสิ้นลง ซึ่งการเลือกตั้งอาจจะจบในเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม พ.ศ.2569 เผด็จการทหารจะอ้างว่าตนเองนั้นเป็นรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และการควบคุมสถาบันต่างๆ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ผ่านนายทหารที่คุมกระทรวงทบวงกรมต่างๆ

หลายรัฐบาลจากต่างประเทศก็จะให้การยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะรัฐทหารเป็นเครื่องมือการันตีการเข้าถึงท่าเรือยุทธศาสตร์และแหล่งแร่หายากที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

แม้แต่รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเองก็เลือกฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญที่มีทัศนคติเหยียดชาติ คนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าพม่า (เมียนมาร์) จะได้มีโอกาสเป็นประชาธิปไตย และเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริงจึงต้องยอมรับรัฐทหารที่ตั้งขึ้นใหม่ไปโดยปริยาย

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เช่นที่ทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรปที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งและกรุงเทพฯ สร้างเหตุผลความชอบธรรมให้กับการลงทุนภายใต้การบริหารประเทศโดยเผด็จการทหารเมียนมาร์  ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เคยให้เหตุผลกับไอยูเอฟว่า อูซอซอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนเอื้อเผด็จการทหารเมียนมาร์นั้นเป็นนักธุรกิจที่ดี แม้ว่าสหประชาชาติจะระบุในรายงานว่าธุรกิจของอูซอซอเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ  ลองนึกดูว่าเทคโนแครตจากยุโรปให้เหตุผลว่าเครือข่ายทุนที่สนับสนุนประธานาธิบดีปูตินเป็นนักธุรกิจที่ดี  การที่มีสองมาตรฐานเช่นนี้ดูเหมือนกับเป็นการมองชีวิตประชาชนชาวเมียนมาร์นั้นด้อยกว่าชาวยุโรป

หากรัฐบาลใดยอมรับการเลือกตั้งบังหน้าและรัฐทหารที่จะเกิดขึ้น เท่ากับเป็นการประกาศว่าประชาชนชาวเมียนมาร์ไม่สมควรมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักการที่รัฐบาลประชาธิปไตยและสหประชาชาติให้การรับรอง

อ่านเพิ่มเติม  The military coup in Myanmar is business as usual for Accor   (3 กุมภาพันธ์ 2564) และ Financing the coup: foreign companies that continued doing business with the military and its cronies financed this assault on freedom in Myanmar (10 กุมภาพันธ์ 2564)

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 5 – ยิ่งรุนแรงต่อประชาชน การเลือกตั้งบังหน้ายิ่งชอบธรรม

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 3 เหล่านายพลเข้าสังกัดพรรคการเมือง (นอกจากเก้าอี้ที่กำหนดไว้แล้วในสภา)

เผด็จการทหารเมียนมาร์ได้วางหมากเดินเกมคุมชัยชนะในการเลือกตั้งผ่านทางพรรคการเมืองของตน คือ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP)

การลงคะแนนเสียงที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568  รัฐมนตรีและผู้นำระดับสูงกว่า 20 คนในกลุ่มผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาร์จะลงสนามในฐานะผู้แทนที่มาจากพรรค USDP โดยจะมีทั้งนายพลเกษียณและนายทหารยศสูงที่ยังคงทำหน้าที่คุมกองทัพฝ่ายต่างๆ อีกไม่น้อยกว่า 11 นาย

ปัจจุบัน มีทหารทุกชั้นยศจำนวน 489 คนที่เข้าร่วมพรรค USDP ที่คาดว่าจะ “ได้รับเลือก” ในการเลือกตั้งแบบจัดฉากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หน้าฉากนั้นดูเหมือนว่านายทหารเหล่านี้ลงสม้ครรับเลือกตั้งจริงในฐานะผู้แทนพรรค แต่ผลการเลือกตั้งนั้นเป็นที่รู้กันล่วงหน้าไปแล้วว่าได้ตำแหน่งแน่นอน

เผด็จการทหารเมียนมาร์การันตีที่นั่งในสภาภายใต้หน้าฉากของคำว่า การเลือกตั้งตามระบอบ “ประชาธิปไตย” โดยมีเก้าอี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วสำหรับเหล่าทหาร

ในสภาล่าง โดยมี 110 ตำแหน่งจากทั้งหมด 330 ตำแหน่ง (30%) ที่จะได้จากการลงคะแนนนั้นถูกกันสำรองไว้ให้ทหาร ส่วนในสภาสูง จะมี 56 ตำแหน่งจากทั้งหมด 168 ตำแหน่ง (33%) ที่จะได้จากการลงคะแนนเสียงนั้น ก็ได้ถูกกันสำรองไว้ให้ทหารแล้วเช่นกัน

นอกจากเหล่านายพลและทหารเกษียณที่ลงสมัครรับเลือกตั้งบังหน้าในฐานะผู้สม้ครจากพรรค USDP แล้ว ก็ยังมีเหล่านายทหารอาวุโสที่จะได้นั่งในตำแหน่งต่างๆ ที่ได้กันสำรองไว้ให้โดยเฉพาะ

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 2 – สร้างภาพพรรคฝ่ายค้าน

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 2 – สร้างภาพพรรคฝ่ายค้าน

เพื่อที่จะให้การเลือกตั้งที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 ดูสมจริงยิ่งขึ้น เผด็จการทหารพม่าจะต้องออกแบบให้มีพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

ภายใต้กฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมืองที่เผด็จการทหารเป็นผู้ร่างและประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2566 พรรคการเมืองใดก็ตามที่ต้องการลงสนามแข่งขันในการเลือกตั้งระดับประเทศจะต้องมีสมาชิกพรรคขั้นต่ำ 100,000 คนและต้องมีสำนักงานพรรคตั้งอยู่ใน 110 อำเภอ จากจำนวนอำเภอทั้งหมด 330 แห่งทั่วประเทศ  เมื่อพรรคการเมืองที่มีแนวทางปกป้องประชาธิปไตยโดนยุบและเผด็จการทหารประกาศว่าพรรคเหล่านี้เป็นองค์กรผิดกฎหมาย อีกทั้งยังประกาศว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ดังนั้น การมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้จริงจะเป็นไปได้อย่างไร

การจำกัดเสรีภาพอย่างหนักหน่วงโดยเผด็จการทหารที่ยึดพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ และการใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธกับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ย่อมหมายความว่าการที่พรรคการเมืองจะเปิดรับสมัครสมาชิกจำนวน 100,000 คนและเปิดสำนักงานอีกกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ และจะมีเพียงแค่พรรคการเมืองที่ยอมร่วมมือกับเผด็จการทหารเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้

ดังนั้น เพื่อที่จะสร้างภาพให้ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งทั่วประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้นมีพรรคการเมืองจำนวนมากสมัครเข้าร่วม ภายใต้กฎหมายจัดตั้งพรรคการเมืองที่ประกาศใช้โดยเผด็จการทหารเมียนมาร์จึงอนุญาตให้พรรคการเมืองท้องถิ่นระดับภูมิภาคเท่านั้นที่จะจดทะเบียนจัดตั้งได้ พรรคการเมืองเหล่านี้สามารถเข้าร่วมชิงชัยได้ในระดับท้องถิ่น แต่ไม่สามารถลงสนามเลือกตั้งระดับประเทศได้  โดยกำหนดให้พรรคการเมืองระดับภูมิภาคจะต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1,000 คน และมีสำนักงานอย่างน้อยใน 5 อำเภอ

คาดว่าอาจจะมีพรรคการเมืองระดับภูมิภาคราว 40 พรรคที่ได้รับการจดทะเบียน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีผู้สมัครและอาคารสำนักงานพรรคฯ ยังเป็นเพียงแค่ที่อยู่ในกระดาษ  ซึ่งการจะได้รับจดทะเบียนนั้นต้องให้ความร่วมมือกับเผด็จการทหาร ซึ่งผู้นำเผด็จการดูจะมั่นใจว่าพรรคการเมืองหุ่นเชิดเหล่านี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้การเลือกตั้งดูน่าเชื่อถือ

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอน 4 – สู่รัฐทหาร

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอนที่ 1 – แค่หนึ่งในสามของทั้งประเทศจะได้เลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการทหารเมียนมาร์ ได้ประกาศว่าจะมีแค่ 102 อำเภอจากทั้งหมดทั่วประเทศ 330 อำเภอ ที่จะได้เข้าร่วมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนในสภา ซึ่งกำหนดวันเริ่มต้นไว้คือวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568  จึงเท่ากับว่ามีประชาชนในเมียนมาร์เพียงร้อยละ 31 เท่านั้นที่จะได้มีสิทธิออกเสียง

แล้วผู้มีสิทธิออกเสียงอีกร้อยละ 69 หายไปไหน? ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิลงคะแนน  สาเหตุนั้นมาจากอำเภอโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ People’s Defence Force (PDF) และ องค์กรปฏิวัติกลุ่มชาติพันธ์ Ethnic Revolutionary Organizations (EROs) ที่ทำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่หลายอำเภอที่ยังโดยทหารเมียนมาร์โจมตีอยู่เป็นระยะ  โดยเผด็จการทหารใช้การโจมตีทางอากาศ ทั้งการทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนและบ้านเรือนประชาชนเพื่อยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มกองกำลัง

ที่ต้องออกแบบวิธีเลือกตั้งให้เริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยเริ่มเป็นระยะที่หนึ่ง และขยายเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองหรือสามเดือน ลักษณะเช่นนี้เพื่อเอื้อให้เผด็จการทหารได้มีเวลาใช้กองทัพของตนเองในการยืดคืนพื้นที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ถ้าหากมีจำนวนอำเภอที่คณะกรรมการเลือกตั้งภายให้เผด็จการทหารประกาศจำนวนเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 31 ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม หรือในช่วงสามเดือนหลังจากเลือกต้้งระยะที่หนึ่ง  นั่นเป็นเพราะว่าเผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เข้ายึดคืนพื้นที่จนผู้คนสูญเสียและล้มตายเป็นจำนวนมาก