เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอนที่ 1 – แค่หนึ่งในสามของทั้งประเทศจะได้เลือกตั้ง

เผด็จการทหารเมียนมาร์คุมเกมเลือกตั้ง ตอนที่ 1 – แค่หนึ่งในสามของทั้งประเทศจะได้เลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเผด็จการทหารเมียนมาร์ ได้ประกาศว่าจะมีแค่ 102 อำเภอจากทั้งหมดทั่วประเทศ 330 อำเภอ ที่จะได้เข้าร่วมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนในสภา ซึ่งกำหนดวันเริ่มต้นไว้คือวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568  จึงเท่ากับว่ามีประชาชนในเมียนมาร์เพียงร้อยละ 31 เท่านั้นที่จะได้มีสิทธิออกเสียง

แล้วผู้มีสิทธิออกเสียงอีกร้อยละ 69 หายไปไหน? ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิลงคะแนน  สาเหตุนั้นมาจากอำเภอโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ People’s Defence Force (PDF) และ องค์กรปฏิวัติกลุ่มชาติพันธ์ Ethnic Revolutionary Organizations (EROs) ที่ทำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่หลายอำเภอที่ยังโดยทหารเมียนมาร์โจมตีอยู่เป็นระยะ  โดยเผด็จการทหารใช้การโจมตีทางอากาศ ทั้งการทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนและบ้านเรือนประชาชนเพื่อยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มกองกำลัง

ที่ต้องออกแบบวิธีเลือกตั้งให้เริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยเริ่มเป็นระยะที่หนึ่ง และขยายเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลาสองหรือสามเดือน ลักษณะเช่นนี้เพื่อเอื้อให้เผด็จการทหารได้มีเวลาใช้กองทัพของตนเองในการยืดคืนพื้นที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ถ้าหากมีจำนวนอำเภอที่คณะกรรมการเลือกตั้งภายให้เผด็จการทหารประกาศจำนวนเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 31 ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม หรือในช่วงสามเดือนหลังจากเลือกต้้งระยะที่หนึ่ง  นั่นเป็นเพราะว่าเผด็จการทหารเมียนมาร์ได้เข้ายึดคืนพื้นที่จนผู้คนสูญเสียและล้มตายเป็นจำนวนมาก

Poster: Secure jobs for young workers! International Youth Day 2025

Poster: Secure jobs for young workers! International Youth Day 2025

 

Bahasa Indonesia

বাংলা Bengali

English

日本語 Japanese

ဗမာဘာသာစကား Myanmar

ภาษาไทย Thai

اردو Urdu

हिन्दी Hindi

ชนะอีกแล้ว! : สหภาพไรเดอร์ส่งอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ ท้าทายสถานะจ้างงาน & ทวงคืนค่ารอบ สวัสดิการ จากฟู้ดแพนด้าได้สำเร็จ

ชนะอีกแล้ว! : สหภาพไรเดอร์ส่งอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ ท้าทายสถานะจ้างงาน & ทวงคืนค่ารอบ สวัสดิการ จากฟู้ดแพนด้าได้สำเร็จ

6 พฤษภาคม 2568 สมาชิกสหภาพไรเดอร์ส่งอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขตเมืองดูมาเกอเต ซึ่งเป็นสมาชิกไอยูเอฟ ชนะกรณีพิพาทแรงงานกับบริษัทฟู้ดแพนด้า พิสูจน์ให้เห็นว่าสถานะลูกจ้าง-นายจ้าง ระหว่างไรเดอร์และฟู้ดแพนด้ามีอยู่จริง ทำให้สามารถทวงคืนค่ารอบที่ถูกหักลดลงได้ รวมทั้งเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ ที่ลูกจ้างควรได้สำเร็จ และ ช่วยให้ไรเดอร์คนที่ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมด้วยการปิดแอพกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

ความสำเร็จนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปี หลังจากที่สหภาพไรเดอร์ส่งอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขตเมืองดูมาเกอเตพยายามเคลื่อนไหวประเด็นเรื่องการขโมยค่าจ้างอย่างไม่หยุดหย่อน ในปี 2566 และยื่นคำร้องข้อพิพาทแรงงานอย่างเป็นทางการให้กับในปี 2567

การต่อสู้ที่ยาวนานนี้สิ้นสุดลง ความพยายามออกดอกผล เมื่อเจ้าหน้าที่ประนอมแรงงานตัดสินว่า

  1. ไรเดอร์และบริษัทฟู้ดแพนด้ามีลักษณะการจ้างงานแบบลูกจ้าง-นายจ้าง จริง
  2. ไรเดอร์ที่ถูกเลิกจ้างอย่างผิดกฎหมาย ด้วยการระงับการใช้แอพ กลับเข้าทำงานทั้งหมด
  3. ลูกจ้างจะได้รับสวัสดิการได้แก่ เงินเดือนที่ 13 ลาวันหยุดโดยได้รับค่าจ้าง และสิทธิการลาแบบได้รับค่าจ้าง
  4. ค่าจ้างค้างชำระจำนวนรวมทั้งหมด 2 ล้านเปโซ

คำตัดสินนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญให้กับไรเดอร์ส่งอาหารในการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมในการจ้างงาน ด้วยอำนาจการต่อรองร่วมกัน และพลังความสมานฉันท์ของสหภาพไรเดอร์ อะไรที่ดูเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้แล้ว

 

สมาชิกสหภาพไรเดอร์ส่งอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ เขตเมืองดูมาเกอเต จัดประชุมหารือการทำงาน

ชัยชนะของสหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่ ทวงคืนค่าจ้าง  บาริสต้าที่ถูกขโมยไปได้สำเร็จ!

ชัยชนะของสหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่ ทวงคืนค่าจ้าง บาริสต้าที่ถูกขโมยไปได้สำเร็จ!

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 มีแรงงานบาริสต้าในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปรึกษาสหภาพแรงงานบาริสต้า กรณีนายจ้างค้างชำระค่าจ้างเป็นเวลา 2 เดือน สหภาพแรงงานบาริสต้ารับเรื่อง และเข้าสู่กระบวนการรับฟังและให้คำปรึกษา ต่อมาพบว่า นอกจากนายจ้างจะค้างค่าจ้างแล้ว ยังจ่ายค่าแรงในอัตราที่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนดอีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 7 มีนาคม สหภาพแรงงานบาริสต้าและแรงงานดังกล่าวได้เดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนแก่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งออกเป็นสองกรณี ได้แก่ การค้างชำระค่าจ้างสองเดือน และ การเรียกร้องค่าชดเชยค่าแรงที่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด ย้อนหลังหนึ่งปี

ด้วยความพร้อมในการเตรียมตัวด้านหลักฐาน และเอกสารการยื่นคำร้อง จากความช่วยเหลือจากสหภาพแรงงานบาริสต้า ทำให้แรงงานได้รับค่าจ้างค้างชำระจากนายจ้างอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 1 วันหลังจากที่ยื่นเรื่องเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในการเรียกร้องค่าชดเชยการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด นายจ้างได้ติดต่อแรงงานเพื่อขอต่อรอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้บ่ายเบี่ยงที่จะให้คำตอบแก่แรงงานมาตลอด

สหภาพแรงงานบาริสต้าแนะนำให้แรงงานยืนยันในจำนวนค่าชดเชยที่เรียกร้องไปเพราะถือเป็นสิทธิที่แรงงานพึงได้รับ ไม่ถือว่าเป็นการเรียกร้องเกินกว่าเหตุ แรงงานจึงได้ยืนยันในค่าชดเชยดังเดิม ในวันที่ 19 มีนาคม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงได้ออกคำสั่งแก่นายจ้างให้จ่ายค่าชดเชยแก่แรงงานตามจำนวนเงินที่เรียกร้องไปทั้งหมด

ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญของสหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่ที่สามารถปกป้อง และช่วยเหลือแรงงานจากการถูกขโมยค่าจ้างได้สำเร็จ ย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของสหภาพแรงงานที่เปรียบเสมือนการมีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือและแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ ความรู้ความเข้าใจ ทำให้เราดูแลกันได้มากขึ้น และรับมือกับความอยุติธรรมได้ดีมากขึ้น

 

สหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่ช่วยเหลือแรงงานในการยื่นหนังสือร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเชียงใหม่

 

สมาชิกสหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่

 

International Women’s Day 2025 Posters in 19 Languages

International Women’s Day 2025 Posters in 19 Languages

অসমীয়া Assamese

Bahasa Indonesia

বাংলা Bengali

繁體字 Chinese 

ދިވެހ Divehi

English

ગુજરાતી Gujarati 

हिन्दी Hindi

日本語 Japanese

ភាសាខ្មែរ Khmer

मराठी Marathi 

ဗမာဘာသာစကား Myanmar

नेपाली Nepali

سندھی Sindhi

සිංහල භාෂාව Sinhala

Tagalog

 

தமிழ் Tamil

ภาษาไทย Thai

اردو Urdu

โรงแรมแบรนด์ระดับโลกต้องยอมรับในคุณค่าของงานจากคนทำงานโรงแรมเพื่องานที่มั่นคงปลอดภัยพร้อมค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

โรงแรมแบรนด์ระดับโลกต้องยอมรับในคุณค่าของงานจากคนทำงานโรงแรมเพื่องานที่มั่นคงปลอดภัยพร้อมค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

นอกจากเรื่องสถานที่สวยงานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับลูกค้าแล้ว การดำเนินธุรกิจโรงแรมจำเป็นต้องมีการบริการที่ดีจากคนทำงานโรงแรมด้วยเช่นกัน  ห้องพักและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ต้องรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้และสะอาดสะอ้าน  อาหารการกินมีพร้อมบริการเสมอ แขกผู้มาพักได้รับการดูแลและต้อนรับเป็นอย่างดี แขกต้องรู้สึกสบายใจได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมทั้งรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยตลอดการเข้าพัก  ไม่ว่าจะเป็นการซักรีด อาหารเครื่องดื่มที่มีพร้อมบริการตลอดเวลา ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้องประชุมสัมมนาและงานจัดเลี้ยงต่างๆ  จำเป็นต้องมีการดูแลรักษา ทำความสะอาด เตรียมสถานที่ มีความปลอดภัย และบริการต้องพร้อมเสมอ

แต่ทว่าโรงแรมแบรนด์ระดับสากลหลายๆที่ กลับมองไม่เห็นความสำคัญของคนทำงาน เป็นเพียงส่วนประกอบ หรือมองแค่ว่าพนักงานคือต้นทุนค่าแรงที่ต้องจ่าย  ด้วยทัศนคติของฝ่ายบุคคลในยุคนี้ที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างแรงงานสัมพันธ์และการทำงาน โดยมองว่าพนักงานเป็นเพียงปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

ถ้าหากปราศจากคนทำงาน ทุกอย่างย่อมสะดุด ไม่มีอาหารให้แขกทาน ทุกอย่างสกปรกเพราะไม่มีคนทำความสะอาด  ถ้าหากไม่มีคนทำหน้าที่บริการ ความรู้สึกปลอดภัยและบรรยากาศการต้อนรับอันอบอุ่นที่แขกผู้เข้าพักจ่ายเงินเพื่อซื้อหาสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น โรงแรมก็เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างประเภทหนึ่ง ในความเป็นจริง บริการจากคนทำงานโรงแรมต่างหากที่ทำให้ลูกค้าของโรงแรมได้รู้สึกถึงความเป็นแขกที่มาใช้บริการ  แบรนด์โรงแรมหรูระดับสากลต่างก็ทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อสร้างระบบฐานสมาชิกสะสมแต้มเพื่อให้ลูกค้าติดใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งออกโฆษณาส่งเสริมภาพลักษณ์ และโปรโมชั่นต่างๆนานาเพื่อดึงดูดใจ  แต่การดำเนินธุรกิจเช่นนี้กลับไม่ได้คำนึงถึงว่าลูกค้าจะประทับใจและกลับมาใช้บริการซ้ำเมื่อได้รับประสบการณ์ตรงที่อบอุ่นต่างหาก และประสบการณ์ที่อบอุ่นนั้นย่อมมาจากการบริการที่ดีของพนักงานโรงแรมนั่นเอง

จำนวนเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่เสียไปกับการส่งเสริมภาพลักษณ์และการรักษาฐานลูกค้าที่จริงแล้วควรจะนำมาจ่ายเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับพนักงาน  ปรับปรุงคุณภาพและสภาพการทำงานให้ดีขึ้น  สร้างหลักประกันงานที่มั่นคงและปลอดภัย  ปกป้องคนทำงานจากการถูกคุกคามและล่วงละเมิดต่างๆ  ลดภาระงานที่มากเกินไป รวมทั้งลดความเครียดจากการทำงาน สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆได้อย่างเสรี ซึ่งรวมถึงสิทธิเสรีภาพที่จะเข้าร่วมสหภาพแรงงานและสิทธิที่จะได้ทำงานในสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาคือสิทธิมนุษยชน

ทรัพยากรทางการเงินที่ใช้สำหรับสร้างภาพลักษณ์แบรนด์เท่ากับเป็นเงินลงทุนที่เสียเปล่าหากแบรนด์ระดับโลกปล่อยให้ผู้บริหารโรงแรมในเครือปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ  มอบหมายภาระหน้าที่ให้ทำมากเกินไป  พูดจาดูถูกหรือด้อยค่า  คุกคามและละเมิด จนถึงการกล่าวโทษว่าเป็นเพราะพนักงานมี “ทัศนคติ” ที่ไม่ดีเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ก็ตามในที่ทำงาน  สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่คุณค่าของงานที่พนักงานโรงแรมทำนั้นไม่ได้รับการยอมรับไม่ว่าคนๆนั้นจะอยู่ในตำแหน่งหรืออาชีพใดก็ตาม  ไม่ยอมรับและมองเห็นความสำคัญที่คนทำงานโรงแรมได้สร้างมูลค่าให้กับธุรกิจโรงแรมและแบรนด์  เมื่อมูลค่าของแรงงานที่ทำนั้นไม่ได้รับการยอมรับ คนทำงานโรงแรมย่อมไม่ได้รับความเคารพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งตามที่พึงจะเป็น เมื่อหัวหน้างานและผู้จัดการไม่ให้ความเคารพคนทำงาน เท่ากับยิ่งเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆนานา

เมื่อผู้บริหารระดับสูงไม่ห้ามปรามหรือป้องกันการเลือกปฏิบัติและการละเมิดที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้หัวหน้างานและผู้จัดการรู้สึกถึงอภิสิทธิ์บางอย่างที่ไม่ต้องโดนลงโทษใดๆเมื่อกระทำผิด หัวหน้างานและผู้จัดการเหล่านี้ยิ่งได้ใจมากขึ้น ก็จะทำให้การปฏิบัติต่อคนงานยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

ผลลัพธ์ที่ตามมาเมื่อคนทำงานที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องให้บริการที่อบอุ่น เป็นมิตร มีประสิทธิภาพสูง มืออาชีพ และ/หรือต้องขยันทำงานหนัก ต้องทำงานทะลุเป้าและต้องพร้อมทำตาม(ตารางงานที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ) ไม่สามารถทำได้ทั้งหมดครบตามที่กล่าวมา คนทำงานจึงถอดใจและขอลาออกจากงาน ฝ่ายบริหารมักตำหนิว่าคนทำงานสมัยนี้ขาดความใส่ใจไม่รักองค์กร หรือโทษว่าเป็นปัญหาที่คนสมัยนี้ชอบ “เปลี่ยนงานบ่อย” ผู้บริหารในอุตสาหกรรมโรงแรมมักจะบ่นออกสื่อหรือร้องเรียนกับรัฐว่า “ขาดแคลนแรงงาน” แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ไม่ได้อธิบายให้สังคมฟังก็คือการขาดแคลนคนงานที่พร้อมน้อมรับการทำงานภายใต้สภาพที่ไม่เป็นธรรมและโดนเอาเปรียบทั้งเรื่องค่าตอบแทน ภาระงานล้นเกินรับมือ และไม่ได้รับการปฏิบัติในแง่ความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับการยอมรับและมองเห็นคุณค่า ก็แน่นอนว่าแรงงานที่ขาดแคลนคือคนที่เปราะบางไม่มีทางเลือกมากนัก ส่วนคนทำงานที่ตระหนักรู้ถึงสิทธิมนุษยชนก็จะไม่ยอมก้มหัวให้ใครขูดรีดหรือเอาเปรียบ

วิธีแก้ปัญหาของโรงแรมแบรนด์ระดับโลกคือการจ้างคนทำงานที่ไม่รู้หรือตระหนักถึงสิทธิของตนเอง  หรือจ้างคนที่มีความเปราะบางและกลัวที่จะเรียกร้องสิทธิต่างๆ เช่น แรงงานข้ามชาติที่ได้ใบอนุญาตทำงานชั่วคราว แรงงานอพยพหรือแรงงานข้ามชาติที่เป็นเพิ่งเดินทางมาใหม่  แรงงานที่ไม่มีเอกสารทำงานถูกต้อง หรือนักศึกษาฝึกงาน เป็นต้น (การเอาเปรียบนักเรียนนักศึกษาโดยอ้างรูปแบบ “ฝึกปฏิบัติงานจริง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแพร่หลายในเครือโรงแรมระดับสากลในหลายๆ ประเทศ)

ฝ่ายบริหารในเครือโรงแรมระดับสากลดูเหมือนจะแอบหวังอยู่ในใจว่าแขกของโรงแรมจะไม่ได้มองว่าพนักงานก็เป็นคนเหมือนกัน (และสำหรับบางตำแหน่งงาน เช่น แม่บ้าน คนทำความสะอาด คนทำงานในครัว แขกอาจจะไม่เคยได้เห็นหน้าเลย) อย่างไรก็ตามพนักงานทุกคนมีป้ายชื่อ (หรือถ้าหากชื่อจริงออกเสียงยากเพราะเป็นชื่อในแบบกลุ่มชาติพันธุ์ ก็อาจจะมีการประดิษฐ์ชื่อให้ใหม่ที่เรียกง่าย เช่น ปีเตอร์ ไมค์ หรือเจนนี่) คนทำงานโรงแรมที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับแขกจำเป็นต้องแนะนำชื่อของตนเอง เฉกเช่นเดียวกับการทักทายเหมือนรู้จักกันส่วนตัวและตามที่มนุษย์โดยทั่วไปพึงกระทำ แต่สิ่งที่คนทำงานโรงแรมมักจะไม่เคยได้เป็นและมีคนนึกถึงในตอนทำงานคือ การเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัวต้องกลับไปดูแล มีค่าใช้จ่ายจำเป็นรออยู่ มีกิจกรรมในครอบครัวที่ต้องไปร่วมทำ หรือสิ่งอื่นๆที่นอกเหนือจากป้ายชื่อ เพราะนี่คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและชีวิตจิตใจ

ความคาดหวังต่อคนทำงานโรงแรมคือการบริการที่อบอุ่นพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นมิตร แต่ขณะเดียวกันคนทำงานกลับไม่ได้รับการปฏิบัติตอบในแง่ของความเป็นคนที่มีเลือดเนื้อ คนทำงานโรงแรมจะต้องทำงานแบบมืออาชีพ แต่กลับไม่ได้รับการปฏิบัติตอบเสมือนมืออาชีพที่มีทักษะความสามารถและประสบการณ์  แน่นอนว่าค่าตอบแทนของคนทำงานโรงแรมไม่ได้เหมาะสมกับทักษะฝีมือ ความสามารถ และประสบการณ์ คนทำงานโรงแรมไม่ได้รับค่าตอบแทนที่ทัดเทียมกับความทุ่มเทแรงกายแรงใจและความสำคัญในงานที่ตนเองทำ  เพียงเพราะว่าคุณค่าของงานและความทุ่มเทนั้นไม่ได้รับการยอมรับและมองเห็นถึงความสำคัญ

ในท้ายที่สุดแล้ว การยอมรับในคุณค่าของคนทำงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีองค์กรสหภาพแรงงาน การรวมตัวกันเพื่อใช้สิทธิและพลังในการเจรจาต่อรองร่วมอันจำเป็นสำหรับหยุดยั้งการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิในโรงแรม  ด้วยพลังของการรวมตัวและเจรจาต่อรองจะทำให้พวกเรามีหลักประกันเกี่ยวกับงานที่ปลอดภัยและมั่นคง ลดความเครียดและสิ่งกังวลใจ การมีตัวแทนร่วมผ่านองค์กรสหภาพแรงงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหยุดพฤติกรรมละเมิดที่เกิดจากหัวหน้างานหรือผู้จัดการที่ได้รับอภิสิทธิ์ไม่โดนลงโทษหากกระทำผิด  และเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ การคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ถ้อยคำดูถูกหรือด้อยค่าในที่ทำงาน ถือเป็นหนทางเดียวที่คนทำงานจะได้ศักดิ์ศรีและการนับถือซึ่งกันและกัน  อีกทั้งเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างหลักประกันว่าคุณค่าของงานที่คนทำงานโรงแรมหรือรีสอร์ทพึงได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน

การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือจัดตั้งองค์กรสหภาพแรงงานไม่ใช่คาถาวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างของคนทำงานโรงแรม สมาชิกจำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจเรียนรู้และเจรจาต่อรองอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ถือเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ไม่โดนเอาเปรียบและได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม เป็นการย้ำเตือนให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติต่อคนทำงาน (สมาชิกสหภาพแรงงาน) ด้วยดีรวมทั้งเคารพสิทธิ  เป็นหนทางเดียวที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เพราะสำหรับโรงแรมแบรนด์หรูระดับสากลนั้นสิ่งที่มีค่าเพียงหนึ่งเดียวคือมูลค่าแบรนด์ที่สูงลิ่ว ซึ่งอ่อนไหวเป็นอย่างยิ่งหากมีสิ่งใดมากระทบภาพลักษณ์  พวกเราคนทำงานจำเป็นต้องรวมตัวและเข้าใจเรื่องสิทธิร่วมกันเพื่อให้ฝ่ายบริหารมองเห็นว่าเบื้องหลังแบรนด์หรูคือคนทำงานโรงแรม และคนทำงานโรงแรมมีคุณค่าในตนเอง

ในวันรำลึกแรงงานสากลที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา พนักงานทำความสะอาดโรงแรมในฟิลิปปินส์ประท้วงเดือดด้วยข้อความว่า “ระบบโควตาห้องเข่นฆ่าเรา“